วันพฤหัสที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

“ภักดิ์กมล” วาทกรรมชาตินิยม พลังความทรงจำ ความรู้สึกร่วมเป็นเหยื่อผ่านเยาวชนปาตานี

On November 11, 2016

มูฮำหมัด ดือราแม โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) ได้สัมภาษณ์พิเศษ ‘ภักดิ์กมล ศิริวัฒน์’ น.ศ.ปริญญาเอก แคมบริดจ์ ว่าด้วยงานวิจัยเกี่ยวกับ “บทบาทวาทกรรมสำนึกชาตินิยม-พลังของความทรงจำร่วมและความรู้สึกร่วมการเป็นเหยื่อผ่านมุมมองเยาวชนปาตานี/ชายแดนใต้” อะไรคือคำตอบที่เธอค้นพบ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยกลุ่มตัวอย่างเกือบ 3,500 คนในพื้นที่

เธอคนนี้เป็นนักวิจัยในพื้นที่ขัดแย้งปาตานี/ชายแดนใต้ กับ 3 ปีที่อยู่ในวงคนมลายูในพื้นที่ อะไรคือคำตอบที่เธอค้นพบจากคำถามที่คาใจมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยมที่ว่า “ทำไมที่นี่จึงเกิดความไม่สงบ?”

เธอชื่อ ภักดิ์กมล ศิริวัฒน์ หรือ “น่าน” นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ อายุ 26 ปี กำลังทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง“บทบาทของวาทกรรมชาตินิยมที่มีต่อการสร้างสำนึกร่วมความเป็นมลายูปาตานีผ่านมุมมองเยาวชนในปัจจุบัน”

เธอลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยการทำแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 3,500 คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นเยาวชนทั้งในระบบและนอกการศึกษา ทั้งโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันปอเนาะ มหาวิทยาลัยรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ และในกลุ่มวัยรุ่นตามหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา

แม้เนื้อหาอาจรู้สึกหนัก แต่การได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการชนกันของสองวาทกรรมชาตินิยม (ชาตินิยมสยาม-ไทย และ ชาตินิยมมลายูปาตานี) บทบาทพลังของความทรงจำรวม กับอารมณ์ความรู้สึกร่วมของการเป็นเหยื่อของคนมลายูมุสลิมปาตานีจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้อนี้ได้อย่างไร อะไรคือข้อค้นพบและทางออกของเธอจากงานวิจัยที่เธอตั้งเป้าหมายจะให้จบภายในเดือนมกราคม 2560 ชิ้นนี้ โปรดตั้งใจอ่านแล้วจะพบในตอนท้าย

ศึกษาบทบาทวาทกรรมชาตินิยมและผลกระทบผ่านมุมมองเยาวชน

เธอบอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาบทบาทของวาทกรรมชาตินิยมที่มีต่อการสร้างสำนึกร่วมความเป็นมลายูปาตานีผ่านมุมมองเยาวชนมลายูในปัจจุบัน

“ตอนแรกลงมาในพื้นที่ด้วยความคิดที่อยากจะเข้าใจว่าทำไมคนมลายูถือสัญชาติไทยแต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นไทย ซึ่งจากการมาอยู่และได้สัมผัสกับคนในพื้นที่ทำให้เห็นว่า วาทกรรมของชาตินิยมมลายูปาตานีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อที่จะยับยั้งหรือชะลอการกลืนเอาความเป็นไทยเข้ามาในความเป็นมลายู นี่คือสิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนพอสมควร”

โลกที่เปลี่ยนแปลงกระทบความรู้สึกร่วมหรือไม่

ขณะเดียวกันเธอก็อยากรู้ด้วยว่า ปัจจุบันด้วยการที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้เยาวชนมลายูรุ่นใหม่ที่สามารถใช้ภาษาไทยได้มากกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่หรือรุ่นปู่รุ่นย่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ เยาวชนมลายูรุ่นใหม่ยังคิดว่าตัวเองมีความรู้สึกร่วมกับความสำนึกในความเป็นมลายูปาตานีนี้หรือไม่ หรือเปลี่ยนไปแล้ว

มันยังโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนมลายู

แม้งานชิ้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ แต่สิ่งที่เธอเห็นคือ “เราเห็นถึงความสำนึกนี้มีอยู่จริง มันยังคงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนมลายู สำนึกของเยาวชนยังไม่ได้หายไปไหน ต่อให้เขาพูดภาษาไทยมากขึ้นแต่ก็ยังใช้ภาษามลายูเป็นหลัก เพียงแค่ดูจากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ชัดถึงมีความต่างระหว่างบริบทของพื้นที่นอกเมืองกับในเมือง กล่าวคือ คนที่อยู่นอกเมืองมีความรู้สึกร่วมของสำนึกนี้เข้มข้นกว่าคนในเมือง”

ความรู้สึกร่วมของการเป็นเหยื่อ ทำให้วาทกรรมชาตินิยมยิ่งเข้มข้น

เธอบอกว่า มองในแง่หนึ่งคือ ความไม่สงบเองมันทำให้สำนึกร่วมของความเป็นมลายู เข้มข้นและยังคงอยู่ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์กับคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าในพื้นที่ไหนหรือไม่รู้จักกัน เพียงแค่ได้ยินข่าวว่าคนมลายูถูกกระทำ ความรู้สึกร่วมของการเป็นเหยื่อมักจะเกิดขึ้น จึงยิ่งทำให้ความเข้มข้นของวาทกรรมชาตินิยมยิ่งมากขึ้นยิ่งในบริบทนอกเมือง

ที่มาและความต่างของวาทกรรมชาตินิยมมลายู/ไทย

เมื่อถามว่า วาทกรรมที่พูดถึงนี้มีอะไรบ้าง น่านบอกว่า ถ้าจะพูดคร่าวๆ มีในแง่การนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อย่างที่เราเคยได้ยินความเป็นมาของคนมลายูปาตานี ความรุ่งเรืองในอดีตเป็นอย่างไร อีกประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาบ่อยมากในการสัมภาษณ์เชิงลึก คือในแง่บทบาทการถูกยึดครอง บางคนอาจใช้คำว่าอาณานิคม บางคนพูดคำว่าปาตานีถูกยึดครองเลยมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่

“สิ่งที่เขาบอกคือความเป็นมลายูแตกต่างจากความเป็นคนไทย และแตกต่างจากความเป็นคนไทยมุสลิมด้วย คือคนมุสลิมในภาคอื่นก็ไม่เหมือนกับมุสลิมที่นี่เพราะเรื่องเชื้อชาติและความเป็นมาของคนที่นี่”

เธอบอกว่า อีกเรื่องที่ปรากฏขึ้นมาตลอดในเรื่องวาทกรรม คือความรู้สึกของความเป็นเจ้าของพื้นที่ หลายคนที่ให้สัมภาษณ์อาศัยอยู่ในพื้นที่สีแดง หลายคนเป็นเยาวชนที่เคยผ่านการถูกหมาย (หมายค้น หมายเชิญตัวหรือหมายจับ) เขาจะพูดเสมอว่า ต่อให้มีความไม่สงบเขาก็จะไม่ทิ้งหรือไม่สามารถไปที่อื่นหรือย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ เพราะนี่คือแผ่นดินบ้านเกิดของเขา (Homeland)

ความถี่ของเหตุการณ์เชื่อมโยงกับความสำนึกหรือไม่

น่านบอกว่า การทำวิจัยชิ้นนี้แบ่งเป็น สองขั้นตอน ตอนที่หนึ่ง คือการทำแบบสอบถามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 ในโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา นักเรียนปอเนาะดั้งเดิม และเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาที่อยู่ตามหมู่บ้าน คือออกจากโรงเรียนแล้วหรือไม่ได้เรียนในระบบไหนเลย

เธออยากจะรู้ว่าเยาวชนเหล่านี้มีความคิดอย่างไร โดยเลือกทั้งโรงเรียนและปอเนาะขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่อยู่ในเมืองและนอกเมืองเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในพื้นที่สีแดงตามหมู่บ้านเล็กๆ ก็มี เพราะอยากรู้ว่ามีความแตกต่างอย่างไร “ที่สำคัญคือ ความถี่ของเหตุการณ์ในแต่ละพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับความสำนึกที่เข้มข้นมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งต้องหาข้อมูลสถิติเหตุการณ์มาเปรียบเทียบต่อไป”

ในจำนวนแบบสอบถาม 3,500 ชุด เธอต้องคัดเฉพาะที่ตอบเกิน 80% ของคำถามจนเหลือประมาณ 3,400 ชุดแล้วมาวิเคราะห์ว่าสำนึกชาติพันธ์มลายูปาตานีมีบทบาทอยู่ไหมในมุมมองเรื่องอัตลักษณ์ (Identity) และ ความรู้สึกร่วม (Belonging) ของเยาวชนมลายู

วาทกรรมที่เข้าถึงสถานที่หลากหลาย แต่ไม่ใช่ในเมือง

ตอนที่สองของการวิจัย คือการสัมภาษณ์เชิงลึกในพื้นที่ 50 กว่าแห่ง โดยเลือกจากคนที่ตอบแบบสอบถาม 1-2 คนเป็นตัวแทนแล้วมาดูว่าอะไรที่เป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ่นดิน เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ความรู้สึกของคนที่เกิดและโตมาท่ามกลางความขัดแย้ง มุมมองที่มีต่อภาครัฐ หรือ ฝ่ายขบวนการเอง

เธอบอกว่า การที่คนที่ไม่รู้จักกันแต่พูดประเด็นคล้ายคลึงกันเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก… เพราะที่สัมผัสจะอยู่คนละพื้นที่ในต่างบริบท เช่น เยาวชนเรียนศาสนาในปอเนาะดั่งเดิมพูดถึงประเด็นอารมณ์ความรู้สึกที่เหมือนกับคนที่ที่ไม่ได้เรียนจบอะไรเลยอยู่ในกำปงเล็กๆ … ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์พอสมควรว่าวาทกรรมความรู้สึกเหล่านี้มันเข้าถึงสถานที่และในบริบทที่หลากหลายในพื้นที่

น่านเห็นว่า เยาวชนที่อยู่โรงเรียนรัฐในเมืองจากที่วิเคราะห์เบื้องต้นจะมีความรู้สึกร่วมหรือมีสำนึกร่วมนี้น้อยมากถ้าเทียบกับเยาวชนนอกเมือง ต่อให้จะเป็นโรงเรียนรัฐก็ตาม ความสนใจในประเด็นความไม่สงบก็ถือว่าจำกัดกว่าเยาวชนที่อยู่นอกเมืองด้วย ทั้งที่วิถีชีวิตของเยาวชนในเมืองใกล้ชิดกับการการรับข่าวหรือความรู้สึกร่วมว่าถูกกระทำน่าจะเข้าถึงได้มากกว่า

การรับรู้ข้อมูลที่ต่างกันของเยาวชนในเมืองกับเยาวชนในชนบท

หรือเพราะการถ่ายทอดหรือการส่งต่อข้อมูลความสำนึกร่วมนี้ในเมืองยากกว่าในชนบทหรือเปล่า? เธอตอบว่า น่านเข้าใจว่าการส่งต่อข้อมูลจะผ่านเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เห็นคือเยาวชนในโรงเรียนรัฐมีความรู้เกี่ยวกับความไม่สงบน้อยมาก เหมือนพวกเขาจะโฟกัสเรื่องเรียนมากกว่า

“คำศัพท์ที่เขาที่ใช้ก็แตกต่างกัน เช่น เมื่อพูดเรื่องขบวนการ เยาวชนในเมืองจะมองว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย แต่เยาวชนนอกเมืองจะเรียกว่า ยูแว(นักสู้) มันมีระดับการให้เกียรติคนละอย่างกัน อาจเป็นเพราะความเป็นเมืองเองที่มีผลต่อมุมมองของเยาวชน เช่น พ่อแม่เป็นข้าราชการก็มีบทบาทต่อความคิดของลูก หรืออาจจะเพราะการใกล้ขึ้นกับความเป็นไทยหรือได้รับผลประโยชน์อย่างชัดเจนขององค์ประกอบที่ร่วมสมัยสมัยไทย (Thai Modernity) ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเยาวชนในเมืองหรือนอกเมือง”

พุทธ-มุสลิม ปฏิสัมพันธ์ที่หายไป

เธอบอกถึงสิ่งได้สัมผัสมาว่า พื้นที่นอกเมืองอย่างที่รู้กันว่าในช่วง 10 ปีมานั้นมีการย้ายออกของคนจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านั้นเยาวชนมุสลิมที่เรียนในโรงเรียนรัฐนอกเมืองยังได้สัมผัสกับเยาวชนไทยพุทธอยู่หรืออาจเป็นครูพุทธ ทำให้เขาสามารถรู้จักคนไทยพุทธได้ในมิติคนต่อคน มีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ แต่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีความสัมพันธ์เลย ยิ่งในหมู่บ้านเล็กๆ เวลาเราถามเขาว่ามีเพื่อนคนพุทธไหม ส่วนมากก็ตอบว่า ไม่

“เมื่อถามว่าเจอคนไทยพุทธที่ไหน อาจมีบ้างที่ตอบว่า เจอผ่านกันที่ตลาด นี่คือคำตอบที่ได้ยินมา .. แต่มีมุมมองของเขาเกี่ยวกับคนไทยพุทธคือผ่านบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเขาเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้าน มาเดินลาดตระเวน อันนั้นคือความเป็นไทย-ความเป็นคนไทยพุทธในมุมมองเขา ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ที่เคยมีในสมัยก่อน ยิ่งพื้นที่นอกเมืองตอนนี้แทบจะไม่มี”

วาทกรรมความเป็นพหุวัฒนธรรม

น่านบอกว่า มุมมองที่เยาวชนมลายูมีต่อความเป็นไทยพุทธยิ่งในระดับกำปงคือผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ปฏิสัมพันธ์ที่มีจึงค่อนข้างจะจำกัด เพราะช่องว่างของความไว้วางใจมันมี.. องค์ประกอบของความไม่ไว้วางใจที่บางทีก็ผสมผสานไปกับความกลัวก็เกิดขึ้นได้..รากเหง้าของปัญหามาจากความไม่เข้าใจของทั้งสองฝ่าย

“เยาวชนจากหมู่บ้านเล็กๆที่ได้สัมผัส กับคนไทยพุทธทุกวันนี้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านด่านตรวจ..เวลาเจอเจ้าหน้าที่ ความสัมพันธ์ก็อยู่ในกรอบแคบๆของการถกถามของเจ้าหน้าที่ว่า “มาจากไหน” และ “จะไปไหน” หรือบางคนก็ก็เล่าให้ฟังว่ามีการถามว่า “เป็นโจรรึเปล่า?”

“เมื่อถามว่าคนไทยพุทธแตกต่างกับคนมลายูอย่างไร เขาจะบอกเป็นลักษณะที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าเป็น Stereotype (การเหมารวมในเชิงเป็นกฎที่ตายตัว) จะยกประเด็นเช่น การกินหมูหรือกินเหล้า แต่พอถามว่ามีเพื่อนไทยพุทธไหม เขาบอกว่าไม่มี ยกเว้นบางคนที่เข้ามาเรียนในเมือง แต่ในบริบทของหมู่บ้านแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์เลย ช่องว่างของความไม่เข้าใจคนที่ต่างจึงเยอะมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า”

แต่เพราะสิ่งที่น่านสัมผัสในการลงพื้นที่เช่นนี้ ทำให้น่านเองสับสนกับวาทกรรมที่เรียกว่า พหุวัฒนธรรม…ใช่พหุ-ความหลากหลาย-มีอยู่ในบริบทเมือง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เมืองแต่อยู่ในหมู่บ้านที่มีมุสลิม 100% จึงเข้าใจทำไมถึงมีช่องว่างของความเข้าใจอยู่เยอะ เพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์ มันทำให้มีช่องว่างตรงนี้มากขึ้นทวีคูณ.. มุมมองเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บทบาทของรัฐในความขัดแย้งก็ล้วนจะต่างกันไปในต่างกลุ่ม มีช่องว่างในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเยอะ เพราะปฏิสัมพันธ์ไม่ค่อยจะมีหรือบางที่อาจจะไม่มีเลย… ซึ่งต่างกับคนรุ่นก่อนที่น่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยพุทธมากกว่าและมีโอกาสการแลกเปลี่ยนมุมมองมากกว่าเยาวชนรุ่นหลังๆนี้

วาทกรรมที่ปกป้องอัตลักษณ์ไม่ให้ถูกกลืน

ตอนแรกน่านสนใจเรื่องอัตลักษณ์ เพราะอยากรู้ว่าทำไมคนในพื้นที่ยังคงเป็นความมลายูอยู่ เมื่อยิ่งเข้าไปสัมผัสทำให้เห็นว่า ในแง่วาทกรรมทางการเมืองมีความสำคัญมากที่ทำให้อัตลักษณ์นี้ยังคงอยู่ได้และไม่ได้ถูกกลืน

น่านบอกว่า วาทกรรมความเป็นมลายูปาตานีมันถือได้ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบหนึ่งที่มีบทบาทในการยับยั้งหรือไว้ชน (Counter-narrative) กับวาทกรรมความเป็นไทยที่ใหญ่ในบริบทความเป็นชาติสมัยใหม่ (Dominant narrative)

วาทกรรมสำนึกชาตินิยมลายูเองก็ไม่ได้มีแหล่งมาจากขบวนการแต่อย่างเดียว คนทั่วไปที่เห็นด้วยกับวาทกรรมนี้แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำใช้ความรุนแรงของขบวนการก็มี.. แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับคือวาทกรรมโต้นี้ก็มีบทบาทที่เกินคุณค่าทางจิตใจที่ลึกซึ้ง (Intrinsic value) แต่ก็มีไว้เพื่อที่จะลดความเร็วที่จะกลืนทางด้านวิถีและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่จำนวนหนึ่งมองว่าตนเองแตกต่างจากความเป็นสยามไทย

ปาตานี สตูลและความเป็นไทยมุสลิม

เธอบอกว่า หลายคนจะเปรียบเทียบกับสตูลว่า ปาตานีกับสตูลมาเป็นส่วนหนึ่งของสยามไทยในเวลาใกล้เคียงกัน แต่ทำไมที่สตูลทุกวันนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายูหายไป ทำไมคนสตูลถึงยอมรับความเป็นไทยมุสลิม

“ที่น่านค้นพบผ่านแบบสอบถามสามพันกว่าคนและเกือบร้อยคนที่ได้สัมภาษณ์เชิงลึก จะเห็นได้ชัดว่าในความคิดคนในพื้นที่มันมีความหลากหลายจริง.. ความมลายูไม่ได้เป็นสิ่งที่ตายตัว ไม่ใช่ขาวดำ มีความหลากหลายในเรื่องความคิด บริบทในเมืองและบริบทนอกเมือง…ระบบการศึกษาที่ผ่านมา ประเด็นเชิงปัจเจกก็สำคัญ เช่นบางคนอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่สงบหรือบางคนอาจจะใช้ชีวิตเหนือความไม่สงบเลยก็มี แต่ประเด็นภาพกว้างๆที่เราได้ยินอยู่บ่อยครั้งก็คือ ประเด็นที่ในแง่ของวาทกรรมที่คนในพื้นที่ใช้ในการบอกว่าเขาไม่เหมือนคนไทยในที่อื่นๆ”

ถ่ายทอดบอกต่อมากกว่าบ่มเพาะในสถาบัน

น่านบอกว่า ความไม่สงบทำให้วาทกรรมนี้ยังคงอยู่และทวีคูณในความเข้มข้นซึ่ง ส่งผลต่อสำนึกชาตินิยมที่มีท่ามกลางกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ … เวลาเราอยู่ในพื้นที่แล้วได้ยินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นความอยุติธรรมที่มาจากฝ่ายความมั่นคง เราจะสัมผัสได้ถึงเหตุและผลว่าทำไมความคิดเช่นนี้ยังคงมีอยู่… ถามว่าชุดความคิดนี้มาจากไหน จะมีบางส่วนที่กล่าวว่าชุดความคิด/วาทกรรมมาจากแหล่งเดียว.. จากการลงมาสัมผัสในพื้นที่ได้ยินเกี่ยวกับพลังของการ ‘บอกเล่า’ ที่มีผลต่อจุดยืนความเชื่อ… งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องความคิดสำนึกนี้มีความแพร่หลาย ไม่จำเป็นต้องผ่านระบบโครงสร้างที่มีอยู่ เช่นระบบการศึกษา ฯลฯ หลักๆที่ได้ยินก็คือ เป็นการบอกเล่าแลกเปลี่ยนคนสู่คน

“ในอดีตบางคนพยายามพูดว่าปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะโจร..ในปัจจบันเป็นความเชื่อของคนจำนวนหนึ่งว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามาเป็นที่บ่มเพาะโจรแทน.. ข้อกล่าวหานี้น่านไม่เห็นด้วย หนึ่งเพราะความคิดเรื่องอัตลักษณ์มันไม่ได้มาจากโครงสร้างระบบรูปแบบของโรงเรียนแต่อย่างเดียว แต่มันมีความลึกซึ้งมากกว่านั้นซึ่งถ่ายทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นย่า จากคนสู่คน… มันมีหลายช่องทางที่จะทำให้เยาวชนในพื้นที่ตระหนักถึงความ แตกต่าง และประเด็นที่สอง มันคือการเหมารวมที่ไม่เป็นธรรมและแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจพื้นที่… ระบบปอเนาะคือระบบการศึกษาแรกๆในพื้นที่…ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับศาสนา ไปกล่าวหาเช่นนี้ถือว่าไม่ให้ความเคารพต่อความเชื่อและวิถีอย่างสิ้นเชิง”

ตัวอย่างกรณีปอเนาะญีฮาด

น่านบอกว่า ในแง่ความรู้สึกร่วมในการมองตัวเองเป็นเหยื่อในพื้นที่ขัดแย้ง มีความชัดเจนมาก จากเหตุการณ์ใหญ่ๆเช่น ตากใบ…สู่เหตุการณ์ที่อาจจะไม่ได้มีผู้สูญเสียในจำนวนมากๆแต่เป็นเสมือนแผลต่างจิตใจ เช่น กรณีปอเนาะญีฮาด(โรงเรียนญีฮาดวิทยา อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ที่ถูกศาลสั่งยึดที่ดินโทษฐานที่ใช้สนับสนุนการก่อการร้าย) มีคนไปร่วมงานสมทบทุน(เพื่อซื้อที่ดินแปลงใหม่)จำนวนมากเพราะรู้สึกว่ามีจุดร่วมเดียวกันคือโดนกระทำ

เหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดทุกวันล้วนแต่เพิ่มความเข้มข้นให้สำนึกนี้ …ความขัดแย้งความไม่สงบรวมถึงความอยุติธรรม จะช่วยต่อเติมเพลิงต่อชีวิตวาทกรรมเรื่องสำนึกชาติพันธุ์มลายู ยิ่งถ้าคนในพื้นจำนวนหนึ่งมีความคิดว่าเจ้าหน้าหรือฝ่ายรัฐมีส่วน กับความขัดแย้ง การสร้างความเป็นอื่นในความเป็นรัฐก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เช่นนี้ในระดับรากหญ้า

จำนวนเยาวชนที่สวนทางสถิติประเทศ

น่าน บอกว่า ในระบบการศึกษาของอังกฤษนั้น โชคดีมากที่อาจารย์ที่ปรึกษาให้อิสระในการลงมาดูว่าเราเจออะไรในพื้นที่ แล้วค่อยๆคัดกรองออกมาเป็นประเด็นนี้ โดยเราลงมาด้วยความรู้คร่าวๆ เพื่อมาศึกษาเรื่องเยาวชน ถามว่าทำไมต้องเป็นเยาวชน เพราะ

1.งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นเยาวชนแต่เน้นความไม่สงบหรือเน้นขบวนการก็มี แต่น้อยคนที่จะโฟกัสถึงคนที่อยู่ภายใต้ความไม่สงบ คนที่อยู่ระหว่างสองฝ่าย คือฝ่ายขบวนการและฝ่ายรัฐ

“คนที่อยู่ตรงกลางคือคนทั่วไป เราอยากรู้ว่าคนทั่วไปอยู่อย่างไรกับ 2 วาทกรรมการอยู่ตรงกลางระหว่างการเมืองในแง่ ความเป็นไทย กับ ความเป็นมลายูปาตานี”

2.เพราะประชากรของ 3 จังหวัดนี้แตกต่างกับที่อื่นของประเทศไทยในแง่ที่ว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Aging society คือจะมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่าเยาวชน แต่ใน 3 จังหวัดนี้อยู่ในทางกลับกัน เพราะจากสถิติพบว่า มีจำนวนเยาวชนครึ่งหนึ่งของประชากรโดยรวม

เยาวชนคือผู้ชี้ทิศทางสถานการณ์

น่านเคยคุยกับ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ให้ข้อคิดว่า ถ้าดูกราฟประชากรใน 3 จังหวัดนี้จะพบว่ามีฐานประชากรที่มีอายุน้อยกว้าง เมื่อดึงจำนวนออกมาดูพบว่า อันดับ 1, 2, 3 ของจังหวัดที่มีประชากรเยาวชนเยอะที่สุดคือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

“แล้วเราจะไม่มองหรือไม่ให้ความสำคัญกับมุมมองเยาวชนเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาจะทำให้เราเห็นทิศทางของสถานการณ์หรือความไม่สงบนี้ว่ามันจะไปทางไหนในอนาคต”

ครึ่งหนึ่งของประชากรคือเยาวชน

น่านบอกว่า มุมมองเยาวชนสำคัญมาก เขามองความไม่สงบว่ามีความชอบธรรมไหม เราต้องให้ความสำคัญเพราะเขาคือครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรที่นี่ เช่น จ.ปัตตานีมีประชากร 6 แสนกว่าคน แต่เป็นเยาวชนถึง 3 แสนกว่าคน ตั้งแต่อายุ 0-25 ปี จ.ยะลามีประชากร 493,000 คน เป็นเยาวชนถึง 233,000 คน หรือ 47% ของประชากรทั้งหมด นี่จึงตอบโจทย์ว่าทำไมจึงสนใจเยาวชน

“ในอีกแง่หนึ่งคือ ในช่วง 5 ปีให้หลังมีคนที่มองว่ากลุ่มเยาวชนที่ทำงานองค์กร เช่น กลุ่ม PerMAS เปอร์มัสถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายการเมืองของขบวนการ น่าคิดว่าทำไมรัฐจึงระแวงเยาวชนเหล่านี้ ทำไมจึงโยงนักศึกษาเหล่านี้กับขบวนการ แต่น่านมองกลุ่มนี้เป็นส่วนเล็กๆของงานวิจัยนี้เท่านั้นเพราะน่านเน้นเยาวชนทั่วไป แต่ก็จะเขียนถึงการเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมเหล่านี้ด้วยในบริบทเมืองกับชนบท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตามกลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะบางโรงเรียนนักกิจกรรมกลุ่มนี้ก็เข้าไม่ถึง”

มิตรภาพที่สร้างก่อนทำงานวิจัย

น่านบอกว่า มาใช้เวลาในพื้นที่นานมากเพราะมาอยู่กับคนในพื้นที่ก่อน เช่น น่านเป็นที่ปรึกษาให้สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี ไปคุยเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างไร การเก็บข้อมูลอย่างไร บอกตรงๆว่าน่านไม่สามารถทำวิจัยนี้ได้ถ้าไม่ได้มาปฏิสัมพันธ์กับคนที่นี่ก่อน เพราะเราไม่ใช่มาศึกษาแล้วก็ไป แต่มาสร้างมิตรภาพที่เราก็หวังว่าจะคงต่อไปเรื่อยๆต่อให้ได้ใบปริญญาแล้วก็ตาม

“เรารู้สึกว่างานวิจัยมันทำให้เรามีโอกาสไปลงมาอยู่ในสังคมที่เราไม่รู้จักเลย ต่างทั้งศาสนา ต่างทั้งวัฒนธรรมแต่กลับมาเป็นเพื่อนกัน มีความรู้สึกเป็นพี่น้องกันมาก”

และน่านก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมบางคนที่มาให้สัมภาษณ์หรือร่วมงานกัน ถึงมาเล่าเรื่องให้น่านฟังได้อย่างเปิดใจ ในเมื่อน่านเองก็เป็นคนนอก มาจากกรุงเทพด้วยซ้ำและไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เขาพูดได้ลึกมากถึงมุมมองที่มีต่อความไม่สงบ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกซาบซึ้งกับการที่เขาไว้ใจเรา จึงต้องทำให้เต็มที่แต่ก็เครียดอยู่เพราะทำให้รู้สึกว่ามีคนคาดหวังกับงานวิจัยชิ้นนี้ว่าเราจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร

เยาวชนมองความไม่สงบคือหนึ่งในหลายปัญหา

ปัญหาที่เห็นจากการวิเคราะห์เบื้องต้น คือมุมมองที่เยาวชนมีกับปัญหาทางสังคม คือไม่ใช่ทุกคนที่มองว่าความไม่สงบคือปัญหาหนึ่ง แต่กลับมองเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหามากกว่าและเร่งด่วน แต่คนนอกมองว่าเป็นความไม่สงบ แต่ปัญหาอันดับหนึ่งในมุมองของเยาวชนที่นี่คือเยาวชนและเยาวชนติดยาตามหมู่บ้านซึ่งมันเยอะมาก

“บางคนส่วนคำถามกลับมากว่า ทหาร ตำรวจมีเยอะขนาดนี้ ด่านตรวจมีเยอะขนาดนี้ แล้วยาเสพติดมาจากไหน นี่คือความคิดของเขา เราก็ต้องเก็บไว้คิดหนักในการนำเสนอผลวิจัย”

ความจนหรือคือเหตุที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนหรือ?

“คนนอกพื้นที่หลายคนชอบบอกว่า ความจนก็เป็นเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดความต้องการแบ่งแยกดินแดน บางคนบอกว่าต้องการเป็นมาเลเซีย ด้วยความที่อยากรู้จริงๆว่าชุดความคิดเหล่านี้มีความเป็นจริงไหม จากมุมมองในพื้นที่ผ่านสายตาความคิดของคนใน…คำตอบที่เราได้คือความลึกซึ้งที่มันมากไปกว่าแง่เศรษฐกิจ”

สีเทาของความหมาย คำว่า Merdeka

ตอนลงมาในพื้นที่ครั้งแรกก็ได้เห็นการพ่นสีตามป้ายบอกริมทางในภาษามลายูอักษรยาวีบ้าง…รูมีบ้าง…ในภาษาไทยบ้าง ก็ได้มารู้ภายหลังว่า คำว่า Merdeka หมายถึง เอกราช สำหรับการลงไปสัมภาษณ์เชิงลึกและที่ทำวิจัยเกี่ยวกับความเข้าใจความหมายหรือรูปแบบของคำนี้ จะเห็นได้ชัดว่า มันยังมีความ ‘เทา’ อยู่มากในมุมมองของคนในพื้นที่

ในพื้นที่ๆมีความขัดแย้งในรูปแบบของการใช้ความรุนแรงและความขัดแย้งที่เรามองว่ามันลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือความขัดแย้งเชิงความคิด การกระทำของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีบทบาทมากกับการเสริมสร้างชุดความคิดเรื่อง Merdeka เวลามีเหตุการณ์ในพื้นที่ๆชาวบ้านมองว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ คำนี้จะมีความสวยงาม น่าแสวงหาขึ้นมาทวีคูณ แต่ถ้าหากเวลามีเหตุการณ์ที่เป็นการกระทำที่ชาวบ้านมองว่าไร้ซึ่งมนุษย์ธรรมจากฝ่ายขบวนการ คนในพื้นที่ก็จะรู้สึกไม่แน่นอนกับความหมายของคำนี้ …

“เขาไม่สามารถพูดได้ว่าระบบการปกครองเป็นอย่างไร แต่ด้วยวาทกรรมชาตินิยมโต้ที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของความเป็นชาติและเน้นการให้ศักดิ์ศรีของผู้ร่วมชาตินั้น มันยิ่งทำให้ให้คำนี้มีดูว่าดีกว่าระบบที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน… ที่ชัดเจนคือยิ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ด้วยแล้วก็ยิ่งมีความรู้สึกร่วมของการเป็นเหยื่อ คำนี้ยิ่งดูดีมากขึ้น ดูน่าไปให้ถึง น่าค้นคว้า”

ความรู้สึกร่วมของการเป็นเหยื่อจะไม่มีได้อย่างไรในปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นทศวรรษ?

อีกประเด็นหนึ่งที่ชัดเจนคือผลกระทบไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือทางอ้อมของความไม่สงบที่มีต่อคนทั่วไปในพื้นที่…ยิ่งในบริบทนอกเมืองจะเห็นได้ชัดเลยว่าเยาวชนมลายูเหล่านี้อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงเช่น เคยโดนค้น โดนหมายจับ โดนจับกุม หรือ หากไม่ได้เจอกับตนเองก็รู้จักคนที่เคยเจอเรื่องราวแบบนี้..เช่นคนในครอบครัว พี่น้อง หรือคนรู้จัก ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนที่จะแสดงให้เห็น บทบาทของ “ความรู้สึกร่วมของการเป็นผู้ที่โดนกระทำ/เหยื่อ” และพลังของ “ความทรงจำร่วม” ที่มีต่อการเสริมสร้างทั้งวาทกรรมทางการเมืองและสำนึกชาตินิยมมลายูปาตานีในปัจจุบัน

ในแง่ของแบบสอบถาม..น่านมี 17 หน้าซึ่งเยอะเกิน… เราลงไปทำเอง ถ้าคนตอบไม่ถึง 80% ก็ใช้ไม่ได้ เรามีทีมงานที่ถามภาษามลายูได้ เชื่อไหมว่าที่บาลัย(อาคารละหมาด)ของบางปอเนาะแห่งหนึ่ง โต๊ะครูให้น่านอ่านคำถามให้โต๊ะปาเก(นักเรียน)ฟัง (เพราะไม่เข้าใจภาษาไทย) นึกภาพแล้วยังรู้สึกตลกที่มีโต๊ะปาเกนั่งรอบๆ คนที่รู้ว่าไม่ใช่มุสลิม สุดท้ายเขาก็มาพูดกับน่านว่าขอให้พระเจ้าให้ฮีดายะห์(ทางนำ)ด้วย (ยิ้ม) ความรู้สึกมันคนละอย่างกันเลยในแต่ละที่ที่ลงไป…การที่ได้ทำวิจัยแบบลุยๆเองในพื้นที่จึงมีเสน่ห์มาก ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเลยก็ว่าได้

วัฒนธรรมมลายูไม่มีอะไรขาวดำ

“งานวิจัยนี้ไม่ได้แตะเพียงประเด็นระบบการศึกษาแต่มันมีประเด็นสถานการณ์ด้วย เพราะมันคือหัวใจหลักของมุมมองรวมที่รู้สึกว่าตนเองเป็นเหยื่อในความขัดแย้งเชิงกลุ่ม คนจำนวนหนึ่งมีความรู้สึกร่วมว่าตัวเองโดนกระทำ จึงหนุนเสริมกับวาทกรรมเชิงชาตินิยมที่ตีกรอบความแตกต่างระหว่างความเป็นมลายูปาตานีกับความเป็นไทย”

ในช่วงที่น่านลงมาก็มีแคมเปญต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งชุดมลายู การสวมชุดกูรง มันก็ทำให้น่านตั้งคำถามเยอะขึ้น เพราะตอนช่วงหลังๆ หลังยุค Islamic Revivalism ก็มีการเอาวัฒนธรรมอาหรับเข้ามานี่แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมลายูด้วย เช่น เมื่อก่อนผู้หญิงไม่คลุมหัวตอนนี้คลุมมิดชิดกว่าเดิม นี่ก็คือความเป็นมลายู ไม่มีอะไรขาวดำ ความเทามันก็มีอยู่มาก เพราะวัฒนธรรมเป็นประเด็นที่ไม่ได้คงนิ่ง (static) แต่ก็รับผลกระทบตามบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้วย

เป็นพื้นฐานทำความเข้าใจความไม่สงบและกระบวนการสันติภาพ

แม้งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เสนอทางออกไว้ แต่ตัวงานวิจัยเองจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างนั้น เธอบอกว่า มันสามารถทำให้เราเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าคนที่นี่ให้คุณค่ากับความรู้สึกร่วม (Belonging) และ อัตลักษณ์ (Identity) มากน้อยเพียงใด มีความคิดที่แตกต่างกับคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้อย่างไร และความคิดสำนึกที่ก่อเกิดจากการเมืองเชิงวาทกรรมมีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน

“การเข้าใจตรงนี้เป็นพื้นฐานที่จะทำความเข้าใจความไม่สงบว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้น วิธีการแก้ปัญหาก็ต้องมีความคิดเรื่องพวกนี้ ต้องให้คุณค่ากับความคิดเห็นของคนเหล่านี้ เพราะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้คนสื่อความคิดของตน…ต่อให้มันจะขัดชุดความคิดหลักของชาตินิยม (Dominant nationalist narrative) ก็ตาม”

“เรามีการเจรจาสันติภาพในระดับบนตอนนี้ คนที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายที่เจรจากันก็คือคนที่จะชี้ให้เห็นทิศทางของกระบวนการสันติภาพได้”

ความไม่สงบทำให้ชาตินิยมของที่นี่ยังคงอยู่

น่าน บอกว่า ความไม่สงบก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ชาตินิยมของที่นี่ยังคงเข้มข้นอยู่มาก ถ้าไม่มีความไม่สงบใครจะไปรู้ว่าคนที่นี่อาจยอมรับความเป็นไทยมุสลิมไปแล้วก็ได้เหมือนในพื้นที่อื่นๆ

“ในบริบทของความไม่สงบ มีวาทกรรมที่ผลิตอยู่เรื่อยๆว่า คนในพื้นที่มีแตกต่างกับความเป็นไทยอย่างไร แล้วเขาต้องพยายามคงเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ ภาษา ปกป้องระบบโครงสร้างตาดีกา ปอเนาะดั้งเดิม ไว้ยังไง… การร่วมมือของคนเหล่านี้ที่ทำให้อัตลักษณ์นี้ยังคงมีความหมาย มีคุณค่าทางจิตใจของคนที่นี่”

“ความต้องเหมือนมันเป็นปัญหา จึงมีวาทกรรมชาตินิยมที่ชนกันอย่างรุนแรง บางคนบอกว่า น่านยอมรับได้อย่างไรกับความสุดโต่งของความเป็นมลายู..ความสุดโต่งในแง่ชาตินิยมของฝ่ายใดไม่ใช่สิ่งที่น่านยอมรับ เพราะผลรับมันก็จำกัดการพัฒนาเชิงความคิดของคน ตีกรอบจำกัดให้คนเหมือนกัน เราก็เห็นได้จากผลผลิตของความสุดโต่งของความเป็นไทย… แต่ในฐานะนักวิจัย เรามาเพื่อที่ทำความเข้าใจในความแตกต่าง… ทำความเข้าใจการเมืองของวาทกรรมชาตินิยมและผลกระทบที่มีต่อคนทั่วไปยังไง… หากเราไม่เข้าใจซึ่งความแตกต่างของกันและกัน…จะมีแววของสันติภาพให้เราเห็นได้อย่างไร”

ทำไม ทำไม ทำไม

เธอบอกว่า มีคนถามน่านว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเพราะคนในพื้นที่ต่างกับเรามาก ทั้งความคิด วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ แต่เป็นเพราะเราไม่ได้มาเพื่อจะมายัดเยียดความคิดของเรา..แต่มาเปิดใจ เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นที่อาจจะเหมือนหรือแตกต่างโดยที่ไม่คิดว่าจะต้องไปตัดสินเขา… การเปิดใจกว้างเพื่อทำความเข้าใจได้มากขึ้น

ความตั้งใจแรกที่เลือกลงมาที่นี่

เธอเล่าถึงความตั้งใจแรกที่มาที่นี่ว่า เพราะยังไม่มีใครให้คำตอบได้ ตอนเริ่มเรียนปริญญาเอกอายุ 23 ปี เรายังมองมุมแคบอยู่ว่า คนที่นี่ไม่เอาอัตลักษณ์ความเป็นไทย แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีความกลายไปในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่ขาว-ดำ คนเรามีอัตลักษณ์หลายมิติ ความหลากหลายทางความคิดมีอยู่แล้ว แล้วจะทำอย่างไรกับความหลากหลายนี้ เราต้องทำความเข้าใจให้ได้

เหตุผลที่สองคือ ถ้าน่านไม่มีโอกาสได้ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ พ่อแม่ไม่ให้มาแน่นอนเพราะท่านเป็นห่วงมากกับการลงมาอยู่ที่นี่ แต่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาอยากให้เรียนต่อปริญญาเอก จึงอยากทำวิทยานิพนธ์ในประเด็นนี้ซึ่งเป็นข้อข้องใจมานานแล้ว

ข้อข้องใจนี้มีมาตั้งแต่เยาวชน

ถามว่าข้อข้องใจนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอตอบว่า เริ่มมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติ NIST ที่กรุงเทพมหานคร…เพราะได้ยินข่าวเรื่องความไม่สงบบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรถึงรากของปัญหาเลย เพราะความสงสัยเลยเป็นแรงผลักดันในมาให้พื้นที่ในที่สุด

เธอเล่าต่อไปว่า เวลาน่านลงพื้นที่ปอเนาะก็คลุมหัว เวลาไปคุยกับบาบอ(โต๊ะครูเจ้าของปอเนาะ)ก็ต้องให้เกียรติสถานที่ ให้เกียรติคนที่เขาอยู่ตรงนั้น ทีมงานน่านมีทั้งผู้หญิงกับผู้ชายมลายู จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เวลาลงพื้นที่ก็ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมต่อบริบทซึ่งก็เป็นเรื่องที่ปกติ

แต่ก็โดนเพจหนึ่งเอารูปน่านที่คลุมหัวตอนลงพื้นที่ปอเนาะมาตัดต่อกับภาพตอนอยู่บ้านเล่นกับหมาแล้วบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นมุสลิมะห์เรียนสูงแต่โดนผู้ชายใน 3 จังหวัดกดขี่ให้คลุมหัว เราลงพื้นที่มาทำวิจัย ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย… แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะเรารู้ว่าเรามาทำอะไรในพื้นที่แห่งนี้ ไม่ได้คิดมาเป็นศัตรูกับใคร…

จบแล้วอยากทำงานอะไร

แน่นอนเธอต้องตอบว่า “อยากกลับมาที่นี่ อยากมาทำงานองค์กรทำงานภาคประชาสังคม เพราะจากที่ได้สัมผัสในพื้นที่แล้ว เวลาลงพื้นที่ได้ไปมีส่วนร่วมในการช่วยคน มันเป็นความรู้สึกดีที่เกินคำบรรยาย..ในสอง-สามปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้มีคนในพื้นที่เปิดรับน่านเข้ามา น่านก็ไม่มีวันทำงานได้อย่างที่ทำไป… บางคนก็ดูแลกันเชิงพี่น้อง คอยให้ความช่วยเหลือเสมอต้นเสมอปลาย งานชิ้นนี้ไม่มีทางเป็นได้ ถ้าไม่มีทุกคนที่ผ่านเส้นทางมาร่วมทางเดินด้วยกัน..”


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem