- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 1 month ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 1 month ago
- โลกธรรมPosted 1 month ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 1 month ago
- สลายความเกลียดชังPosted 1 month ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 1 month ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 2 months ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 2 months ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 2 months ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 2 months ago
จีนลุ้นเป็นผู้นำชาติไฮเทค

ด้วยเป็นประเทศใหญ่ มีทรัพยากรมากพอ ทำให้โครงการส่วนใหญ่ที่จีนดำเนินการ เป็นแผนงานยักษ์ระดับ “เปลี่ยนโลก”
หนึ่งในโครงการระดับใหญ่ดังกล่าวของจีน ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน คือแผนก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมไฮเทคในปี 2025 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า โดยดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ‘Made in China 2025’ ที่เปิดม่านเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (เริ่มเดือนพฤษภาคม ปี 2015)
จีนดำเนินโครงการนี้ โดยมีอีกหนึ่งจุดประสงค์สำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศ จากชาติที่เป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ ก้าวสู่ประเทศไฮเทค ผลิตสินค้ามีคุณภาพสูง
เท่าที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการนี้ระดับหนึ่ง ขณะปีนี้ จีนกำหนดแผนปฏิบัติการเข้มข้นขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีหลี เค่อเฉียง แถลงต่อที่ประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า จะใช้งบขับเคลื่อนแผนนี้ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (10.5 ล้านล้านบาท)
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Industries) ที่เป็นเป้าหมายการวิจัยและผลิตเชิงพาณิชย์ของจีน ประกอบด้วยวัสดุนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ชิพคอมพิวเตอร์แบบวงจรเบ็ดเสร็จ ชีวเภสัชกรรม (Bio-pharmacy) และระบบโทรศัพท์ 5G
นอกจากนั้น จีนยังมีแผนผลิตเครื่องบิน หุ่นยนต์ทำงานภาคอุตสาหกรรม รถยนต์ไฟฟ้า รางรถไฟ เรือเดินทะเล และเครื่องจักรทำการเกษตร เป้าหมายเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
จีนใช้มาตรการง่ายๆ ในการผลักดันแผนนี้ ประกอบด้วยการเปิดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ภาคเอกชน ช่วยเหลือเงินทุนภาคเอกชนเข้าซื้อกิจการของคู่แข่งต่างชาติ ทั้งที่ทำธุรกิจอยู่ในจีน และในต่างประเทศ และตั้งกองทุนส่งเสริมการวิจัย
สำหรับการเข้าซื้อกิจการของคู่แข่ง ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเทคโนโลยีก้าวหน้า โดยมีรัฐบาลอุดหนุนทุน ถูกตำหนิจากหอการค้าสหภาพยุโรป (อียู) รวมทั้งประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีว่า จีนใช้ “ทางลัด” ในการพัฒนาเทคโนโลยี และเป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม เนื่องจากภาคเอกชน มีรัฐบาลเป็นพี่เลี้ยงด้านเงินทุน
อีกหนึ่งมาตรการที่จีนถูกตำหนิ คือกติกากำหนดให้บริษัทต่างชาติ มอบเทคโนโลยีสำคัญให้จีน เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดภายในประเทศ โดยหอการค้าอียูและสหรัฐมองว่า เป็นการกีดกันทางการค้า
แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนจีนจะไม่หวั่นไหว ยังคงหนุนภาคเอกชนให้เดินตามแผนต่อไป
เป้าหมายเพื่อครองตลาดไฮเทคภายในประเทศให้ได้ 80% ในอีก 9 ปีข้างหน้า
You must be logged in to post a comment Login