วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

น้ำผึ้ง(มากกว่า)หยดเดียว / โดย ทีมข่าวการเมือง

On June 26, 2017

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

“เราจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งโดยระบบไตรภาคี คือทวิต่อทวิและไปเป็นพหุ ไทยแลนด์บวก 1 ในลักษณะสร้างเส้นทางเปิดให้ประเทศเอาไว้ และต้องสร้างมูลค่าเพิ่มของเราและอาเซียนด้วย ดังนั้น หลายโครงการมีความผูกพันกัน ซึ่งเราต้องมองภาพประเทศให้กว้างกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นจะติดความคิดและปัญหาเดิมๆ ทำให้ไปตรงไหนไม่ได้ แล้วจะไปกับเขาอย่างไร หลายอย่างต้องใช้กฎหมายมาปรับปรุงเพื่อเดินหน้าต่อไปให้ได้ บางอย่างก็ต้องใช้มาตรา 44 ซึ่งความจริงไม่ได้อยากใช้ แต่ก็ต้องใช้ เพราะไม่เช่นนั้นไปไม่ได้”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ (13 มิถุนายน) กรณีที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เร่งรัดโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) ไทย-จีน เส้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เนื่องจากล่าช้ามานาน ซึ่งโครงการรถไฟไทย-จีนติดปัญหาข้อกฎหมายหลายประเด็น จึงขอให้เห็นใจ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลทำไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด หลายอย่างต้องทำไปตามพันธสัญญาที่มีเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง ถ้ากฎหมายมีปัญหาก็ต้องแก้กฎหมายให้ทำให้ได้ รับรองว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น

วันที่ 15 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 30/2560 เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มูลค่าประมาณ 179,000 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันหลังมีกระแสคัดค้านการใช้อำนาจมาตรา 44 อย่างมากมายว่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้จะคิดเฉพาะรายได้จากการโดยสารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลจะเข้าไปดูข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาประโยชน์จากสองข้างทาง การลงทุนอื่นๆที่ตามมา รวมถึงเกิดเมืองใหม่ ซึ่งผลประโยชน์จะตกกับประชาชนโดยตรง

“อันนี้มันเป็นสายแรกที่เราจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเส้นทางความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ต้องไปมองว่าประเทศไทยจะไปคาซัคสถานอย่างไรโน่น คิดตรงนั้นสิครับ เรื่องผลประโยชน์ตอบแทนจะคิดเอารายได้จากแค่คนขึ้นหรอ มันต้องมองอย่างอื่นด้วย”

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อปลดล็อกปัญหาที่ติดขัดทุกเรื่อง เพราะเรื่องนี้เจรจากันมาประมาณ 20 ครั้งแล้ว โดยใช้เวลา 3 ปี ติดอยู่ 4-5 ข้อ จึงต้องใช้มาตรา 44 และต้องไปแก้กฎหมายในอนาคตอีกทีหนึ่ง วันนี้แก้ปมตรงนี้ให้เดินหน้าให้ได้ก่อน อย่างน้อยการก่อสร้างตอนที่ 1 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร (สถานีกลางดง-ปางอโศก) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ต้องทำให้ได้

ปลดล็อกหรือยิ่งเพิ่มปมปัญหา?

คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์อาจไม่ใช่แค่ประเด็นกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องพันธสัญญากับจีน ซึ่งอาจมีเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนกว่าที่เปิดเผยก็ได้ เพราะกองทัพไทยซื้อเรือดำน้ำ รถถัง และอาวุธยุทโธปกรณ์อีกหลายชนิดจากจีน การใช้มาตรา 44 ให้จีนดูแลโครงการรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตรทั้งหมด อาจเป็นหนึ่งในเกมอำนาจที่ฝ่ายไทยต้องยอมจีนและรักษาความสัมพันธ์แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น หรือจะมีเงื่อนไขแอบแฝงอีกก็ตาม ก็ทำให้กระแสต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่ม

ยิ่งเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ญี่ปุ่น ช่วงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่มีการเจรจาช้ากว่าเกือบปี แต่กลับเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ใกล้จะสรุปผลการศึกษาและเปิดประมูลหาผู้ลงทุนก่อสร้างในเร็วๆนี้ ทั้งฝ่ายญี่ปุ่นยังสนใจจะเชื่อมต่อระหว่างอยุธยากับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกหรืออีอีซีอีกเส้นทางหนึ่งด้วย การใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้จึงมีทั้งข้อครหาและคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักธรรมาภิบาล หลักนิติรัฐ และผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ

องค์กรต้านโกงกังขาฮั้วประมูล

แม้แต่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่สนับสนุนรัฐบาลทหารยังโพสต์ข้อความ (18 มิถุนายน) ตั้งคำถามการใช้มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายฮั้วประมูล) ว่า น่าสนใจมากว่าทำไมรัฐบาลจึงใช้มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.ฮั้วประมูล เพราะการทำผิดตามกฎหมายนี้ต้องมีพฤติกรรมและเจตนาที่ทุจริตในการจัดซื้อซึ่งเป็นการคอร์รัปชัน ซึ่งสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ผลักดันโครงการนี้ในรัฐบาลชุดที่แล้วทำ แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำคือ

1.ยอมรับกลไกการตรวจสอบตามกฎหมายทุกประการเพื่อความโปร่งใส

2.ให้จัดซื้อโดยการประมูลแบบ International Bidding เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี เปิดรับเทคโนโลยีและข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ
3.ประกาศแผนแม่บทโครงการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศให้ประชาชนทราบ

การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น แต่ต้องมีการศึกษาและบริหารโครงการด้วยความรอบคอบโปร่งใสเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว

ธนาคารโลกข้องใจ

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่มีการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลจีนว่า เป็นรูปแบบที่ไม่ดีมาตั้งแต่ต้น โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ ควรเปิดให้หลายชาติเข้ามาประมูลการก่อสร้าง เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์ที่สูงที่สุดและได้เทคโนโลยีใหม่คุ้มค่ากับการลงทุน รวมถึงการใช้รูปแบบบาร์เตอร์เทรดอาจทำให้เกิดข้อกังวลในเรื่องความโปร่งใส

ขณะที่ ผศ.ดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค Surachet Pravinvongvuth ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะผิดที่ 1.รัฐบาลอาสาจะเข้ามาปฏิรูปแต่กลับมาเร่งอนุมัติโครงการ ผิดที่ 2.โครงการที่อนุมัติมามีความซ้ำซ้อน ทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า ผิดที่ 3.หลงทางกับนโยบาย Thailand 4.0 ของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรเชษฐ์ได้เสนอแนะรัฐบาล 5 ข้อคือ 1.เปิดเผยผลการศึกษาในประเด็น “ความคุ้มค่า” โดยละเอียด 2.ปฏิรูปกระทรวงคมนาคมอย่างที่สัญญาไว้ ไม่ใช่เร่งอนุมัติโครงการอย่างที่เป็นอยู่ 3.แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในงานก่อสร้าง 4.บูรณาการแผนงานในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และ 5.ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาบนถนนที่มีอยู่แล้ว

“รถไฟตู่” แพงกว่า “รถไฟปู” ถึง 51%

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบขนส่ง โพสต์ (16 มิถุนายน) ถามว่า ใช้มาตรา 44 เข็นรถไฟความเร็วสูงได้ผลหรือ? ตนไม่ได้คัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูงหากรัฐบาลมีความพร้อมที่จะก่อสร้างและบริหารจัดการเดินรถ ที่ผ่านมาได้เสนอแนะให้รัฐบาลทุ่มเทสรรพกำลังไปที่การก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดรางกว้าง 1 เมตรแทน เนื่องจากเห็นว่าเป็นการยากที่รัฐบาลจะผลักดันให้รถไฟความเร็วสูงประสบผลสำเร็จได้ แต่เมื่อประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาทางกฎหมายต่างๆ จึงขอเสนอให้เปลี่ยนผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับกระทรวงคมนาคมลงมาถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย เปลี่ยนกำหนดการก่อสร้างรวดเดียวจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นควรขยายเส้นทางไปจนถึงหนองคายทันที โดยให้จีนร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมและพัฒนาเมืองควบคู่กับรถไฟความเร็วสูง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ (6 มิถุนายน) นายสามารถได้โพสต์ข้อความเปรียบเทียบค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ว่าไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะจะให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ทั้งยังเปรียบเทียบค่าก่อสร้างระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยคำนวณจากค่าเวนคืน ค่าระบบรถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว ระบบสื่อสาร ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ระบุในร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. … หรือร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ปรากฏว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีค่าก่อสร้าง 530,000 ล้านบาท ระยะทาง 672 กิโลเมตร ค่าก่อสร้างต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 789 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีค่าก่อสร้าง 387,821 ล้านบาท ระยะทาง 745 กิโลเมตร ค่าก่อสร้างต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 521 ล้านบาท ดังนั้น ค่าก่อสร้างในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แพงกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 268 ล้านบาทต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร หรือแพงกว่า ถึง 51%

นายสามารถไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะร่วมลงทุนด้วย เพราะรู้ว่าจะเจ๊งแน่ ที่สำคัญหากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เห็นค่าก่อสร้างของรัฐบาลนี้ก็อาจจะพูดว่า “รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เจียงใหม่ของรัฐบาลตู่แปงขนาด แปงกว่าของปูจ้าดนัก” แล้วรัฐบาลจะว่าอย่างไร?

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ค Prinya Thaewanarumitkul (18 มิถุนายน) หัวข้อ “Memento mori” โดยกล่าวว่า โรมันเป็นชาตินักรบ แม่ทัพนายกองที่ไปรบชนะบ่อยๆก็ได้รับความนิยม กลับมาที่กรุงโรมก็ต้องมีการแห่แหนกันไปตามถนน ผู้คนก็ออกมาไชโยโห่ร้องกันเต็มสองข้างทาง เพื่อป้องกันไม่ให้แม่ทัพที่กำลังเห่อเหิมคิดจะทำอะไรมากไปกว่าการเป็นแม่ทัพ พวกโรมันก็มีวิธีการง่ายๆคือ ให้ทาสเดินประกบไปด้วยคนหนึ่ง พอเดินไปได้สัก 100 เมตร ทาสคนนี้ก็จะหันมากระซิบข้างหูแม่ทัพเสียคราหนึ่งว่า “Memento mori” แปลเป็นไทยแบบให้ออกรสหน่อยได้ว่า “ท่านไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า” คือเพื่อไม่ให้ลืมว่าเราทุกคนเดี๋ยวก็ต้องตาย ฉะนั้นอย่าได้หลงเสียงไชโยโห่ร้องจากฝูงชนมากไปจนเหลิง

แต่วิธีการนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล เพราะต่อมาจูเลียส ซีซาร์ แม่ทัพคนดังของโรมัน ก็ยึดอำนาจและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ จักรวรรดิโรมันก็เปลี่ยนจากประชาธิปไตยแบบโบราณกลายเป็นระบอบจักรพรรดิ และสิ้นสุดลงในอีก 400 ปีต่อมา ด้วยชนชาติที่โรมันดูถูกด้วยซ้ำไปว่าเป็นพวกป่าเถื่อนคือพวกเยอรมัน จนอีกกว่าพันปีฝรั่งจึงรู้จักว่าวิธีการควบคุมการใช้อำนาจที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้อำนาจรวมอยู่ที่คนเดียว แต่ให้รัฐบาลซึ่งใช้อำนาจบริหารอยู่ภายใต้กฎหมายที่มาจากอีกฝ่ายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าละเมิดกฎหมายก็มีอีกฝ่ายให้ไปฟ้องร้องคือ ฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็คือหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือ Separation of powers นั่นเอง

มาตรา 44 เป็นทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ไม่ได้มีการแบ่งแยกอำนาจเพื่อทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆได้เลย ดังนั้น เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว มาตรา 44 ก็ควรเลิกใช้ และหันมาแก้ปัญหากันตามระบบปรกติที่จะสามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันได้เสียที

เพราะต่อให้ผู้มีอำนาจที่รวมศูนย์แบบนี้จะแก้ปัญหาเก่งแค่ไหน แต่ประเทศจะอยู่ด้วยมาตรา 44 ไปเรื่อยๆอย่างนี้ไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเขาแก้ปัญหากันเองด้วย และต่อให้ท่านแก้ปัญหาถูกทุกครั้ง -ซึ่งเป็นไปไม่ได้- ก็ต้องนึกถึงด้วยว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คนที่จะมาต่อจากท่านจะเป็นใคร จะใช้อำนาจโดยชอบทุกครั้งไหม แล้วถ้าใช้ผิดขึ้นมา สังคมไทยจะควบคุมได้อย่างไร

โปรดอย่ารำคาญเสียงทักท้วงของผู้คน ที่พูดไปทั้งหมดนี้ก็เหมือนทาสโรมันที่คอยกระซิบข้างหูแม่ทัพเท่านั้นแหละครับว่า Memento mori – ท่านไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า

น้ำผึ้ง (มากกว่า) หยดเดียว

ที่น่าสนใจคือล่าสุดแม้ 3 องค์กรสำคัญคือ สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สมาคมสถาปนิกสยาม และสภาวิศวกร ซึ่งมีท่าทีคัดค้านในตอนแรก แต่ต่อมาได้เปลี่ยนท่าทียอมรับคำสั่ง คสช. ให้สถาปนิกและวิศวกรจีนเข้ามาทำงานได้โดยไม่ต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในไทยหลังจากเข้าหารือกับนายวิษณุ โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายจีนต้องเข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบตามหลักสูตรที่คณะกรรมการ 5 ฝ่ายจัดทำขึ้นก่อน เบื้องต้นจะทดสอบ 2 เรื่องคือ ด้านเทคนิคกับด้านกฎหมายความปลอดภัยของไทย นอกจากนี้ยังขอให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้วิศวกรรมสถานฯ มหาวิทยาลัยของรัฐ และสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

จึงต้องจับตามองว่ารัฐบาลทหารจะเปิดเผยรายละเอียดร่างสัญญาก่อนจะมีการลงนามอย่างไร แค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีว่าฝ่ายจีนจะถ่ายทอดอย่างไรถึงจะเป็นไปตามจุดประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลทหารอาจลดแรงต่อต้านด้วยการนำร่างสัญญาเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่าผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว แม้จะเป็นแค่พิธีกรรมก็ตาม เพราะ สนช. ต้องทำทุกอย่างตามที่รัฐบาลทหารและ คสช. “สั่ง”

อย่างไรก็ตาม เสียงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายที่มากกว่าสภาวิศวกรรมสถานฯ สมาคมสถาปนิกสยาม และสภาวิศวกร ที่ดังกระหึ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้รัฐบาลทหารเกิดความสั่นไหวกับการใช้อำนาจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาลและหลักนิติรัฐ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งกับความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทหาร โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกตั้งคำถามมากมาย ตั้งแต่การจัดซื้อเรือดำน้ำ รถถัง และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆจากจีน รวมทั้งพฤติกรรมฉาวของคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจทั้งในรัฐบาลและกองทัพที่ไม่ถูกแช่แข็งก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก

ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงและปานกลางของรัฐบาลทหารที่ต้องใช้เงินลงทุนถึง 3.3 ล้านล้านบาทนั้น ก็สูงกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ใช้เพียง 2.2 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับถูกกล่าวหาว่าไม่คุ้มค่าและอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยของนายสุพจน์ ไข่มุกด์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ว่า “เอาถนนลูกรังให้หมดไปจากประเทศไทย ก่อนที่จะไปคิดถึงระบบความเร็วสูง”

การใช้มาตรา 44 เร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) ไทย-จีน ยิ่งถูกตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งก่อนหน้านี้นายชัชชาติโพสต์เรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง (18 กันยายน 2556) เปรียบเทียบกับโครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศว่า มีความคุ้มค่ากว่าโครงการของรัฐบาลทหาร ที่สำคัญโครงการใน พ.ร.บ.สร้างอนาคตประเทศไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ยังมีรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าใน กทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า มอเตอร์เวย์ บูรณะถนนสายหลัก ถนนเชื่อมประตูการค้า ท่าเรือ สะพานข้ามทางรถไฟ โดยกระจายอยู่ในทุกๆด้านและทั่วทุกภูมิภาคตามความจำเป็นและยุทธศาสตร์ของประเทศ โครงการเหล่านี้ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)

หากโครงการดังกล่าวไม่ถูกยับยั้งและไม่มีการรัฐประหาร ความหวังที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของอาเซียนคงไม่ไกลเกินเอื้อม บ้านเมืองก็ไม่อยู่ในสภาพอึมครึมทั้งการเมืองและเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้

การที่รัฐบาลที่เข้ามาอยู่ในอำนาจจากการรัฐประหารโดยมีภารกิจสำคัญคือ “การปฏิรูปโครงสร้าง” แต่กลับมาทำโครงการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การสร้างรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) หรือโครงการมูลค่ามหาศาลที่มีผลผูกพันระยะยาวนานกับรัฐบาลในอนาคต อาจถูกมองได้ว่า “ไม่รู้จักหน้าที่” โดยเฉพาะการใช้อำนาจพิเศษด้วยคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ไม่ใช่ตามวัตถุประสงค์อย่างที่เคยประกาศไว้ จึงอาจถูกครหาได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆอยู่หรือไม่?

จากกรณีที่เกิดความไม่น่าไว้วางใจ ตรวจสอบไม่ได้ ยังอาจเกี่ยวข้องไปถึงความขัดแย้งอื่นๆที่รัฐบาลทหารไม่ยอมฟังความเห็นต่าง อย่างกรณีที่พยายามแก้ไข “ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” เพื่อให้อำนาจการบริหารกลับไปสู่กลุ่มข้าราชการและแพทย์บางกลุ่ม ซึ่งจะมีผลต่องบประมาณและการให้บริการประชาชนที่ยากไร้ จะเป็นอีกประเด็นที่จะเพิ่มความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทหารกับประชาชนกว่า 40 ล้านคนที่มีโอกาสเข้าถึง “หลักประกันสุขภาพ” ที่ถือว่าทุกคนต้องได้รับการตรวจและรักษาจากโรงพยาบาลรัฐอย่างเท่าเทียม แม้จะเทียบไม่ได้กับโรงพยาบาลเอกชน หรือจะมีปัญหาเรื่องตัวยาที่ได้รับก็ตาม ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้สรุปการวิจัยยืนยันว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่ “แก้จน” ให้แก่ประชาชนได้ดีกว่าโครงการแก้จนหลายๆโครงการที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ในการแก้จนจริงๆเสียอีก แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ยกย่องให้เป็น “ต้นแบบความสำเร็จของโลก” แต่รัฐบาลไทยและกลุ่มที่ต่อต้านกลับพยายามจะลดความสำคัญหรือยกเลิก

การออกมาคัดค้านการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของ 75 เครือข่ายซาวอีสานซอมเบิ่งบัตรทอง 60 เครือข่ายภาคประชาชนใต้และชมรมแพทย์ชนบท ไม่ใช่แค่ต่อต้านเวทีประชาพิจารณ์ซึ่งเป็นแค่ “พิธีกรรม” แบบรัฐราชการเท่านั้น แต่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวยืนยันว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติขัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ระบุชัดเจนว่า ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนต้องมีสิทธิรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย สิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่ต้องถือปฏิบัติ และรัฐต้องจัดให้มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาลกับประชาชนอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม โดยไม่ต้องร้องขอ

การพยายามแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีข่าวลือมาตลอดว่าเป้าหมายที่แท้จริงอาจต้องการล้มเลิก “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” หรือไม่นั้น อาจเป็นการประกาศสงครามกับประชาชนอย่างไม่ทันได้คิดก็ได้ โดยเฉพาะคนยากจน ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและมีผลได้ผลเสียโดยตรง

การใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. เร่งรัดรถไฟความเร็วสูง (ปานกลาง) ไทย-จีน และการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บวกกับอีกหลายเรื่องที่รัฐบาล คสช. ได้ฝากผลงานที่มีคำถามคาใจไว้ตลอด 3 ปีที่เข้ามาบริหารประเทศโดยวิถีทางรัฐประหาร จึงอาจไม่ใช่แค่ “น้ำผึ้งหยดเดียว” แต่มันคือ “น้ำผึ้งมากกว่าหยดเดียว” ที่กำลังไหลหยดลดเลาะมารวมกัน..

เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศที่ประชาชนอยู่ภายใต้ระบอบพิสดาร!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem