วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

เสื่อมทรุดยุติธรรม? / โดย ทีมข่าวการเมือง

On July 31, 2017

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

“ดิฉันอยากจะสะท้อนถึงความพยายามต่างๆในการกระทำที่เสมือนสร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อชี้นำคดี ก่อนที่จะมีผลตัดสินของศาลฎีกาฯในคดีโครงการรับจำนำข้าว ในที่สุดรัฐบาลก็เลือกที่จะทำ เพราะคิดว่าตนมีอำนาจจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ รวมทั้งไม่รอคำสั่งศาลปกครองที่ดิฉันได้ขอให้ทุเลาการบังคับคดีไว้

แม้วันนี้ดิฉันจะถูกอายัดบัญชีธนาคารและกำลังจะถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดจนต้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลา คงได้แต่บอกว่าดิฉันยังเข้มแข็งและพร้อมยืนหยัดต่อสู้ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า “ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด” ผ่านการแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลอย่างหมดใจในวันที่ 1 ส.ค. นี้ค่ะ ซึ่งดิฉันก็จะทำอย่างดีที่สุด

ดิฉันขอเปลี่ยนกำลังใจจากแฟนเพจและพี่น้องประชาชนมาเป็นพลังให้ดิฉันได้มีความเข้มแข็งและอดทนค่ะ

.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊ค (25 กรกฎาคม) กรณีกระทรวงการคลังส่งรายการทรัพย์สินเป็นบัญชีธนาคาร 12 บัญชี ให้กรมบังคับคดีดำเนินการอายัด ซึ่งการบังคับคดีมีอายุความ 10 ปี โดยโจทก์คือกระทรวงการคลัง หากพบทรัพย์สินเพิ่มเติมก็สามารถส่งรายการทรัพย์สินให้กรมบังคับคดีอายัดเพิ่มได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ได้ร้องขอทุเลาต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งนายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง อธิบายกระบวนการว่า “การพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ล่าช้า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นคำชี้แจงมาเร็วกว่าที่ศาลกำหนด การพิจารณาเพื่อมีคำสั่งก็จะเร็วขึ้นด้วย”

คนที่ให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ต้องติดตามว่า องค์คณะศาลปกครองจะทุเลาการบังคับคดีหรือไม่ เพราะ “ความเสียหาย” ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทรัพย์สินของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่แจ้งไว้กับ ป.ป.ช. มีมูลค่ากว่า 579 ล้านบาท

นี่คืออภินิหารของกฎหมาย

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค Kittiratt Na-Ranong ว่า “รู้สึกรำคาญ” โดยกล่าวว่า มีเพื่อนๆถามว่ากระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีเอาอำนาจอะไรมายึดทรัพย์นายกฯยิ่งลักษณ์โดยไม่ผ่านกระบวนการทางศาล

“ผมก็เรียนไปว่า เรื่องนี้มิได้เป็นคำตัดสินของศาลใดๆเลย แต่เป็นการที่รัฐบาลใช้อำนาจของ “พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้หวั่นเกรงว่าเมื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนแล้วจะต้องตกเป็นผู้รับผิดทางแพ่งต่อเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีข้อความสำคัญระบุอยู่ในตอนท้ายของ “หมายเหตุ” ของพระราชบัญญัติที่มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“…จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัวหรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น…”

ท่านลองถามใจตนเองนะครับว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลน่ะ นายกฯยิ่งลักษณ์

(1) จงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัวหรือ? (นายกฯยิ่งลักษณ์ทำนามีโรงสีหรือทำธุรกิจค้าข้าวอันได้ผลเจริญรุ่งเรืองเมื่อมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลหรือ?)

(2) จงใจให้เกิดความเสียหายหรือ? (นายกฯยิ่งลักษณ์มุ่งให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลใช้งบประมาณของรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่จะตกอยู่แก่ชาวนาจำนวนกว่า 15 ล้านคน และส่งผลดีเป็นกำลังซื้อมหาศาลแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างคุ้มค่าหรือ?)

(3) ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือ? (การบริหารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่มีส่วนราชการร่วมบริหารงานอย่างบูรณาการ และมีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติพร้อมด้วยอนุกรรมการอีกกว่า 10 คณะปฏิบัติหน้าที่ จะเกิดการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ได้หรือ?

ถ้าคำตอบที่ท่านได้จากใจของท่านคือไม่ใช่..ไม่ใช่..และไม่ใช่… “สิ่งนี้คืออภินิหารของกฎหมายกระมังครับ?”

มาตรฐาน “ปนัดดา”วัด “ข้าวดี-ข้าวเน่า”?

ประเด็นสำคัญก่อนจะมีการตัดสินคดีคือ คำให้การพยานฝ่ายจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้ายคือ นายพศดิษ ดีเย็น อดีตหัวหน้าคลังสินค้า องค์การคลังสินค้า (อคส.) ยืนยันมาตรฐานโกดังและคลังสินค้าในความดูแลของ อคส. ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2554 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและคู่มือเพื่อเก็บรักษาสภาพข้าวไม่ให้เกิดความเสียหายมาโดยตลอด

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องข้าวหายจากโกดัง นายพศดิษให้การว่า หลังการรัฐประหาร รัฐบาล คสช. ได้มีคำสั่งโดยกระทรวงพาณิชย์ให้ยกเลิกการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เคยติดตั้งตามโกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว สั่งเปลี่ยนคณะบุคคลที่ถือกุญแจตั้งแต่ปี 2557-2559 และห้ามให้เปิดโกดังข้าวเพื่อรมยาตามปรกติ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าวได้รับความเสียหาย

เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องข้าวเสื่อมคุณภาพ โดยข้อเท็จจริงแล้วข้าวที่เก็บไว้ในโครงการรับจำนำข้าวก่อนหน้านี้ยังมีสภาพที่สามารถจำหน่ายได้ตามปรกติ แต่ปัญหาเกิดจากคณะกรรมการ 100 ชุดของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ แต่เอามาตรฐานการกำหนดคุณภาพข้าวเพื่อการส่งออกมาเป็นเกณฑ์ตรวจวัด ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวต้องเป็นข้าวที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว จึงทำให้ข้าวในคลังและโกดังรับจำนำทั้งประเทศเป็นข้าวที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ม.ล.ปนัดดา

ประกอบกับผู้ตรวจสอบไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้เรื่องข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล กลายเป็นที่มาของนโยบายการสั่งขายข้าวคุณภาพดีในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพหรือข้าวเน่าในราคาที่ต่ำกว่าถึงเท่าตัว ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย ส่วนเรื่องการทุจริตข้าวถุงเมื่อปี 2556 โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการทำข้าวถุงเพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี

คำให้การดังกล่าวยังสอดรับกับคำเบิกความของนายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล อดีตผู้อำนวยการ อคส. ที่ยืนยันว่าระบบดูแลเรื่องการนำข้าวสารออก ป้องกันการสวมสิทธิ ได้มาตรฐาน ไม่มีข้าวสูญหายตามที่มีการกล่าวหาว่าสูงถึง 2.5 ล้านตัน ซึ่งต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงโดยประกาศจากปลัดกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังยืนยันว่าไม่มีข้าวหายจากคลัง อคส. และมีการปิดบัญชีที่ถูกต้อง

ขณะที่ รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พยานปากสุดท้าย ได้นำผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า หากโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าตามระบบจนเสร็จสิ้นและไม่มีรัฐประหาร โครงการนี้ก็จะไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน แต่จะเป็นผลดี ราคาข้าวจะเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากมีมาตรการสร้างความสมดุลในตลาด ให้ชาวนามีส่วนแบ่งการตลาด จากเดิมที่ผูกขาดโดยโรงสี ประโยชน์จึงเกิดกับชาวนาระดับกลางและล่าง ซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ของประเทศ อีกทั้งการใช้งบประมาณไม่เกิน 60% ของจีดีพี ถือว่าโครงการนี้ไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลัง

โดยเฉพาะประเด็นข้าวเน่านั้น พรรคเพื่อไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าไม่ได้เป็นข้าวเน่าหรือข้าวเสื่อมคุณภาพ ซึ่งสมาคมโรงสีข้าวไทยก็ออกมาระบุว่าข้าวเสียในคลังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10-20% แต่รัฐบาลกลับจัดเกรดให้เป็นข้าวเสื่อมทั้งหมดเพียงเพื่อจะมีเหตุผลในการบอกขายแค่กิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งผู้รับซื้อข้าวจะได้กำไรมหาศาล จึงมีการแย่งกันประมูล ขณะที่โกดังข้าวที่เก็บรักษาข้าวในโครงการรับจำนำข้าวหลายแห่งก็ออกมายืนยันว่าข้าวไม่เสื่อมสภาพ แม้จะทำเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์มาตรวจสอบ แต่ก็ได้รับคำตอบเพียงว่าตรวจถูกต้องแล้ว ทำให้ทางโกดังต้องแบกรับค่าเช่าและค่าค้ำประกันรวมถึงดอกเบี้ย

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดที่ผู้สื่อข่าว NBTV ได้ลงไปตรวจสอบโกดัง “คลังวรโชติ 2” จ.อ่างทอง ซึ่งระบุว่าข้าวกองที่ 4 ในคลังเสื่อมคุณภาพ น.ส.อิศราภรณ์ คงฉวี กรรมการผู้จัดการ จึงทำหนังสือคัดค้านฉบับแรกก่อนมีการเปิดประมูลข้าวไปที่กรมการค้าต่างประเทศเพื่อขอคัดค้านการระบายข้าวคลังวรโชติ (หลังที่ 2) สู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน เพราะได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากการประกาศผ่านเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศว่า คลังวรโชติ 2 เป็นหนึ่งในกว่า 200 คลังทั่วประเทศที่จะต้องถูกระบายข้าวออกไปเพราะข้าวไม่ได้มาตรฐาน ซึ่ง น.ส.อิศราภรณ์ยืนยันว่าข้าวที่เก็บรักษาดำเนินการตามกรรมวิธีที่กระทรวงพาณิชย์และ อคส. กำหนดไว้ทุกอย่าง จึงไม่เข้าใจว่าหลักฐานข้าวที่มีอยู่ที่ปรากฏออกไปไม่ได้มาตรฐานอย่างไร?

“ปิยบุตร” ชี้ เป็นตัวอย่างการใช้กฎหมายที่ผิด

คดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นประเด็นสำคัญทั้งทางกฎหมายและวิชาการคือ กรณีทนายจำเลยยื่นคำร้องว่ามาตรา 5 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขัดแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ขอให้ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 212 แต่ศาลฎีกาฯกลับเห็นว่า “ตามคำร้องของจำเลยพร้อมด้วยเหตุผลที่ยกขึ้นอ้างนั้น” ยังไม่เข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “จึงให้ยกคำร้องของจำเลย”

นายปิยบุตร แสงกนกกุล นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค Piyabutr Saengkanokkul ว่า “ไม่ถูกต้อง” เพราะ “การตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญแบบรูปธรรม หรือ concrete control ในประเทศไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมา 2560 เราใช้ระบบ “บังคับส่ง” หมายความว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งมาศาลแห่งคดีต้องส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเสมอ เพราะมาตรา 212 ไม่มีส่วนที่ให้ศาลแห่งคดีใช้ดุลยพินิจไม่ส่งได้”

นายปิยบุตรอธิบายว่า เงื่อนไขการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีเพียงว่าต้องเป็นประเด็นกฎหมายที่ใช้แก่คดีนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก่อน ในเมื่อรัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน จึงยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้แน่ๆ

“จำเลยไม่ได้โต้แย้งการใช้อำนาจของศาลว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยเขาโต้แย้งว่ากฎหมายที่ใช้กับคดีขัดรัฐธรรมนูญ แล้วศาลฎีกาฯไปบอกว่าตนเองให้โอกาสคู่ความเต็มที่แล้วทำไม??? คนละเรื่องเลยครับ.. ดังนั้น ศาลฎีกาฯจึงไม่มีอำนาจใดๆที่จะไปวินิจฉัยไม่ส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ”

นายปิยบุตรยังให้ความเห็นกรณีศาลฎีกาฯวินิจฉัยไม่ส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญว่า มั่นใจว่านักศึกษาที่เรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญทั้ง ป.ตรีและ ป.โท ตอบคำถามเรื่องนี้และวิจารณ์เรื่องนี้ได้สบายๆ ไม่สลับซับซ้อนอะไร เดี๋ยวนี้นักศึกษาเรียนกฎหมายสนุกขึ้น เพราะมีตัวอย่างการใช้กฎหมายที่ผิด การบิดผันการใช้กฎหมาย เกิดขึ้นในชีวิตจริงบ่อยๆ เรียกได้ว่าเรียนเสร็จไม่นาน นักศึกษาจะเห็นตัวอย่างที่ผิดได้ทันที

ถ้าคิดว่าจำเลยต้องการ “ประวิงเวลา” คดีก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้บอก แต่การอ้างว่าประเด็นที่จำเลยโต้แย้งว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญนั้น “ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย” ไม่ใช่หน้าที่ของศาลฎีกาฯ ศาลฎีกาฯไม่ต้องกังวลใจเรื่องเหล่านี้

ถ้าประเด็นที่จำเลยโต้แย้งเป็นประเด็นเรื่องกฎหมายที่จะใช้แก่คดีนั้นขัดรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว ศาลฎีกาฯซึ่งเป็นศาลแห่งคดีไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้นนอกจากส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญสถานเดียว นี่เป็นระบบ “บังคับส่ง” ที่เราใช้มาตั้งแต่ปี 2550 และ 2560 ก็ใช้ต่อ

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่สงสัย จึงไม่ส่งตีความ รัฐบาลจะส่งก็ต่อเมื่อมีความสงสัยจากนายกรัฐมนตรี และไม่ทราบว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมายื่นหรือยัง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เอาความสงสัยของคนอื่นมาเป็นเหตุต้องส่งไปทุกเรื่อง แต่กำหนดให้เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

อีก 10 ปี “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ก็ยังอยู่?

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊คถึงคดี “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ว่า 10 ปีผ่านมา “ทักษิณ” ยังไม่หายไป แล้วอีก 10 ปีผ่านไปคิดว่า “ยิ่งลักษณ์” จะหายไปหรือ? ถ้าใครมอง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เป็น “ภัยต่อบ้านเมือง” ก็โปรดใช้ 2 สิ่งจำเป็นเข้าจัดการ

1.“กระบวนการยุติธรรม” ที่เป็นปรกติ ไม่เลือกปฏิบัติ มีหลักฐานและเหตุผลรองรับที่กระจ่างชัดตั้งแต่ต้นจนจบ ย้ำว่า “ตั้งแต่ต้นจนจบ” เพราะหลายคนเข้าใจว่าความยุติธรรมขึ้นอยู่กับ “ศาล” ที่ตัดสินคดีเท่านั้น แต่อย่าลืมว่าสำนวนข้อเท็จจริง บัญชีตัวเลข พยานหลักฐาน ที่รวบรวมจัดทำมาตั้งแต่ต้น (หรือแทรกเข้ามาระหว่างทาง) ศาลไม่ได้เป็นคนรวบรวมเองทั้งหมด สิ่งใดหากผิดมาตั้งแต่ต้นจะมาทำให้ถูกทั้งหมดตอนสุดท้ายคงไม่ง่ายนัก

2.“สนามการเมือง” ที่ดึงดูดให้ “คนคุณภาพหน้าใหม่” กล้าเสนอตัวมาทำงานเพื่อบ้านเมือง ย้ำว่า “หน้าใหม่” เพื่อไม่ให้ลืมว่าคนที่สนับสนุนนักการเมืองกลุ่มใดพร้อมเสมอที่จะเปลี่ยนไปสนับสนุนตัวเลือกที่ดีกว่า “สำหรับพวกเขา” แต่คนที่ดีกว่าสำหรับเขานั้นอยู่ไหน? ประเทศไทยมีตัวเลือกให้ประชาชนได้เท่านี้เองหรือ? หากเราต้องการดึงคนใหม่ที่มีคุณภาพให้กล้าเข้ามาเป็นตัวเลือก เราต้องมี “สนามการเมือง” ที่มีกติกามั่นคงแน่นอน และ “ชนะกันที่ใจประชาชน” หาใช่ “พลิกผันไปตามปากกระบอกปืน”

ดังนั้น หากใครคิดจะจัดการกับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ในฐานะ “ภัยต่อบ้านเมือง” โปรดอย่าลืมหรือทำลาย 2 สิ่งนี้ แต่ถ้าใครมอง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” (หรือคนใหม่ๆ) เป็น “ภัยต่อพวกตนเอง” ก็คงไม่แปลกใจหากเขาจะทำทุกอย่างให้ “คนไทย” ต้องอยู่กับ “กระบวนการยุติธรรม” ที่บิดเบี้ยว และ “สนามการเมือง” ที่ปิดแคบ เพราะสุดท้ายแล้ว “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” อาจไม่ได้เป็นปัญหาที่แท้จริงสำหรับเขาเลย แต่กลับกลายเป็น “ตัวพวกเขาเอง” ต่างหากที่ไม่อาจอยู่รอดได้หากไม่ใช้วิธีการแบบนี้

สิงหาคมเดือนเดือด!

เดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนเดือดของการเมืองไทย เพราะไม่ใช่แค่การตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์วันที่ 25 สิงหาคมเท่านั้น ในช่วงเช้าวันเดียวกันศาลฎีกาฯยังนัดตัดสินคดีทุจริตระบายข้าว (แบบจีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก 28 คน เนื่องจากศาลเห็นว่าหลักฐานในคดีเชื่อมโยงกัน ทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 2 สำนวน มีจำนวน 5 คนที่ร่วมพิจารณาทั้ง 2 สำนวน โดยทั้ง 2 คดีจะมีการแถลงปิดคดีด้วยวาจาวันที่ 1 สิงหาคม และยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 สิงหาคม

นอกจากนี้วันที่ 2 สิงหาคม ศาลฎีกาฯนัดฟังคำพิพากษาคดีอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในคดีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องข้อกล่าวหาความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จึงเป็นเรื่องธรรมดาถ้าจะมีมวลชนมาให้กำลังใจทั้ง 3 คดีจำนวนมาก แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเตือนมวลชนที่จะมาให้กำลังใจว่า ทุกคดีตัดสินโดยศาล ไม่ใช่ คสช. เป็นผู้ตัดสิน อยากให้สังคมเข้าใจ ถ้าไม่ได้ทำผิดจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร การมาชุมนุมนอกศาลถือว่าผิดกฎหมาย รัฐบาลไม่สกัดกั้น แต่อยากให้มวลชนสะกดใจตนเองมากกว่า ไม่เห็นด้วยที่จะนำมวลชนไปชุมนุมจำนวนมาก เพราะไม่มีผลต่อการตัดสินคดี ผิดก็คือผิด อะไรที่ขัดแย้งอยากให้เบากันบ้าง เพราะสุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือประชาชน หากเดินทางมาศาลเองก็ไม่ผิด แต่หากมีการนำรถไปรับส่งถือว่ามีความผิดชัดเจน

โดยเฉพาะคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ซึ่งตัดสินวันเดียวกับนายบุญทรง ต้องจับตามองว่าที่รัฐบาลทหารและกองทัพบอกว่าไม่ขัดขวางประชาชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจนั้นจะเป็นอย่างที่พูดหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก บอกว่า หากขอร้องกันได้ก็อยากให้ติดตามข่าวนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ทั้งเตือนว่าหากมีการจัดมวลชนมาถือเป็นความผิด เพราะไม่ใช่เป็นการมาแบบธรรมชาติ ทั้งยังเป็นการมาเพื่อกดดันศาลอีกด้วย

ที่น่าวิตกกว่าคือ การสร้างกระแสของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่พยายามให้ข่าวในลักษณะให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบิดเบือน อย่างกรณีนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าผู้จะมาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ถูกจ้างมา โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง เช่นเดียวกับล่าสุดที่กล่าวว่าจะมีการปลุกระดมมวลชนกดดันศาลในวันที่ 25 สิงหาคม โดยอ้างว่าครั้งแรกมีการใช้มวลชนทั่วประเทศกดดันศาลในคดีซุกหุ้น และครั้งที่สองศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคฐานโกงเลือกตั้ง

ส่วนวันที่ 25 สิงหาคมนั้น นายไพศาลอ้างเป้าหมายการปลุกระดมว่า “1.ตั้งเป้า 10 ล้านคน เต็มแม็กไปเลยเผื่อจะลบสถิติ กปปส. ที่เคยมีคนถึง 7 ล้านได้ 2.ทุกภาคทุกสายขอให้ขอเบิกเงินก่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะลาภใหญ่กำลังมาตามพระราหู 3.รับเงินมาแล้วอย่าเพิ่งจ่ายเด็ดขาด ให้เก็บไว้อย่างดี แต่ให้ปล่อยข่าวว่าจ่ายทั่วถึงแล้ว สำหรับค่าจองรถวางแค่ 5% ก่อน”

จึงมีคำถามง่ายๆว่า ถ้าเป็นความจริงและมีหลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ทำไมไม่เอาหลักฐานมายืนยันเพื่อส่งให้รัฐบาลจัดการกับผู้อยู่เบื้องหลัง หากพูดลอยๆโดยไม่มีหลักฐานก็ไม่ต่างกับการปลุกระดมเสียเอง หรือเสี้ยมเพื่อให้ประชาชนเกิดความแตกแยกและเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะที่นายไพศาลเป็นถึงที่ปรึกษา “พี่ใหญ่แห่ง คสช.” ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลและกองทัพก็วิตกกังวลไม่น้อยหากมีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นจำนวนเรือนหมื่นเรือนแสน หรือหากเป็นจำนวนล้านจริงก็ยากที่รัฐบาลทหารและกองทัพจะจัดระเบียบหรือควบคุมสถานการณ์ได้

ที่สำคัญหากมีประชาชนจำนวนมากมาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คงไม่ได้สะท้อนให้เห็นความรักและศรัทธาที่ประชาชนมีต่ออดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความนิยมในพรรคเพื่อไทยและนโยบายประชานิยมที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นอย่างเหนียวแน่นอีกด้วย

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ข่าวเล็กๆในบ้านเราเท่านั้น แต่สื่อและรัฐบาลทั่วโลกก็จับตาว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์จะถูกตัดสินอย่างไร ซึ่งไม่ว่าผิดหรือไม่ผิดก็ย่อมส่งผลต่อการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลทหารและ คสช. แน่นอน

แม้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ความเห็นว่า หากศาลฎีกาฯพิพากษาว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มีความผิดก็ยังมีช่องทางในการต่อสู้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 เปิดช่องให้มีสิทธิอุทธรณ์ แต่ต้องให้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีผลบังคับใช้ก่อน หากระหว่างที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล การอุทธรณ์ทำได้ทั้งฝ่ายจำเลยและโจทก์ หากศาลตัดสินว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ผิดหรือยกฟ้อง อัยการโจทก์ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันเช่นกัน

นายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตความเห็นของนายมีชัยที่ชี้แนะช่องทางอุทธรณ์โดยให้รอกฎหมายใหม่ประกาศใช้ก่อน จะเป็นคุณแก่จำเลยกว่า แล้วให้ร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ดูเหมือนดี แต่นี่คือ “สัญญาณ” บางอย่างหรือเปล่า?

เสื่อมทรุดยุติธรรม?

ไม่ว่าคำตัดสินของศาลจะออกมาอย่างไร ท่าทีล่าสุดของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ประกาศชัดเจนว่า “ไม่หนี” เพราะยืนยันว่า “ไม่ผิด” ทั้งยังมีกำลังใจที่เข้มแข็ง และอดทนที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด ยิ่งฝ่ายยึดอำนาจมีความพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อชี้นำคดีก่อนจะมีผลตัดสินก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นความแปลกประหลาดและความเสื่อมทรุดของกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ตอกย้ำว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ภายใต้ระบอบพิสดาร

ความเข้มแข็งและอดทนของอดีตนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับอำนาจเผด็จการได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจ้องชนิดตาไม่กะพริบ

อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่เปรียบเสมือน “แมวน้อย” ตัวเล็กๆที่ถูก “พยัคฆ์” รอขย้ำในอีกไม่กี่วันนี้ อาจแปรสภาพจาก “แมวน้อย” ที่ร้อง “แม้ว..แม้ว..” กลายเป็น สัญลักษณ์การต่อสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น อย่างที่กล่าวกันว่า “ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงจะผิดก็ไม่ต้องรับโทษ แต่อีกฝ่ายหนึ่งทำไม่ทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกเรื่อง ติดคุกติดตะรางกันเป็นปรกติ” ซึ่งล้วนแต่สวนทางกับแนวทางการสร้างความปรองดองที่สุดท้ายก็เป็นแค่ “ลมปาก”

“แมวน้อย” ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ถูกห้ามลงแข่งเลือกตั้ง ถูกยึดทรัพย์ ถูกกล่าวหาจนเป็นคดีตั้งแต่ต้นทางกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว จากหลักฐานที่บิดเบือนที่ใส่พานจะเอาผิดข้อหา “โกง” ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้โกง เลยกล่าวหาในข้อหา “ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการโกง” ซึ่งนับเป็นข้อหาที่ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันในการกล่าวหาแล้ว เชื่อว่าแทบไม่มีนายกฯคนไหนในอดีตหรือปัจจุบันจะรอดพ้นไม่ถูกดำเนินคดี แต่ทำไมจึงเกิดขึ้นเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ?

ทำไม “พยัคฆ์” ที่คุยโอ่ว่าเป็น “ลูกผู้ชายอกสามศอก” จึงหวาดกลัว “แมวน้อย” ยิ่งนัก?

หรือเป็นเพราะเสียงร้อง “แม้ว.. แม้ว..” ที่ 10 ปีผ่านมาแล้ว รัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ทั้งรัฐบาลพี่ทั้งรัฐบาลน้องก็ยังได้ยินเสียง “แม้ว.. แม้ว..” ไม่จบสิ้นเสียที!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem