วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

บันทึก 6 ตุลา จากจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ถึงราชดำเนิน-ราชประสงค์ / โดย ทีมข่าวการเมือง

On October 9, 2017

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ “โครงการบันทึก 6 ตุลา” จัดกิจกรรมเปิดตัวเว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” www.doct6.com เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เก็บรวบรวมรักษาและจัดระบบข้อมูลที่กระจัดกระจายในที่ต่างๆให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อต่ออายุความสนใจและการค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาให้ไปอีกไกลในอนาคต

เว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” ถือว่ามีข้อมูลของเหตุการณ์ที่มีความสมบูรณ์และรอบด้านมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยเมนูหลักหน้าเว็บไซต์มี 5 หัวข้อคือ 6 ตุลาคืออะไร หลักฐาน-ภาพถ่ายและสื่อ ความทรงจำ-บันทึกจากเหตุการณ์ องค์ความรู้-บทความและข้อคิด เผชิญ-อยุติธรรม

รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงที่มาของเว็บไซต์นี้ว่า เกิดจากงานสัมมนาเมื่อปี 2559 ในหัวข้อ “ความรู้และความไม่รู้ว่าด้วย 6 ตุลา 2519” ซึ่งค้นพบข้อจำกัดเกี่ยวกับตัวตนผู้เสียชีวิตและบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ว่าเป็นใคร และ “หวังไม่ถูกหลงลืมสูญหายและเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อ”

“เรายังไม่รู้อะไรอีกมากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และมีอีกหลายเรื่องที่เรายังต้องทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงพื้นฐานจำนวนมาก มันมีความสำคัญอยู่ แล้วยังมีลักษณะที่ผิดๆถูกๆหรือแหว่งวิ่นอยู่ 40 กว่าปีที่ผ่านมายังไม่มีการรวบรวมข้อมูล รูปถ่าย หรือว่าคลิปวิดีโอที่กระจัดกระจายตามแหล่งต่างๆ คนจำนวนมากเวลาพูดเรื่อง 6 ตุลาก็ยังใช้ตัวเลขที่สับสน ใช้ภาพกับชื่อไม่ตรงกัน

อาจารย์พวงทองกล่าวว่า การกล่าวถึง 6 ตุลาในสังคมไทยยังมีเพดานอยู่เยอะ เรารู้ว่ายังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มอำนาจของสังคมไทย แต่ผู้จัดทำโครงการนี้มองว่ามีเรื่องอื่นเกี่ยวกับ 6 ตุลาอีกมากที่เรายังสามารถพูดถึงได้หากให้ความสนใจกับข้อมูลค้นคว้าวิจัยที่ไปไกลกว่างานที่มีอยู่แล้ว เพราะงานที่ศึกษา 6 ตุลาอย่างลึกซึ้งนั้นมีอยู่อย่างจำกัดมากๆ

“เรามักจะพูดกันว่าสังคมไทยเราควรเรียนรู้บทเรียนจาก 6 ตุลา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก เรามองว่าเราคงเรียนรู้กันได้ไม่มาก เพราะจนถึงวันนี้ข้อมูลพื้นฐานก็ยังสับสนอยู่มาก ฉะนั้นเราควรมีความรู้เกี่ยวกับ 6 ตุลามากขึ้นนอกจากบอกว่า 6 ตุลาเป็นความรุนแรงของรัฐ”

อาจารย์พวงทองยังระบุว่า ประเทศอื่นๆที่เคยผ่านความรุนแรงมาแล้ว หรือประเทศที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงและสิทธิมนุษยชน มีการจัดตั้งแหล่งข้อมูล หลายประเทศให้ความสำคัญและพัฒนาแหล่งข้อมูลขึ้นมาเพื่อต่อสู้ความพยายามของรัฐที่จะกลบเกลื่อนโศกนาฏกรรมที่รัฐก่อขึ้น และมีความพยายามที่จะทำให้แหล่งรวบรวมข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อ จึงมีการสร้างแหล่งข้อมูลที่เป็นในเชิงสถานที่จนถึงออนไลน์ โดยโครงการนี้ต้องการเป็นแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ข้อมูลพื้นฐาน หรือข้อมูลที่ยากต่อการเข้าถึง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นระบบมากขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น และไม่ถูกหลงลืมสูญหาย นอกจากนั้นก็เพื่อต่ออายุความสนใจและการค้นคว้า รวมทั้งความเข้าใจใน 6 ตุลาให้ไปไกลมากยิ่งขึ้นในอนาคต รวมถึงต่อสู้กับความพยายามของรัฐที่จะทำให้สังคมไทยลืม 6 ตุลาไม่ถูกหลงลืมสูญหาย

สังคมไทยเต็มไปด้วยคนขี้ขลาด

การเสวนา “บันทึกข้อมูลเพื่อทวงความยุติธรรม” วิทยากรโดย .กิตติคุณ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 19 นักศึกษาที่ถูกคุมขังและดำเนินคดี กล่าวถึงจุดประสงค์สำคัญของโครงการ “บันทึก 6 ตุลา” ว่า เก็บเอกสารประวัติศาสตร์เท่าที่ทำได้ แล้วคนในอนาคตจะใช้ทำอะไรหรือจะเขียนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาก็เรื่องของเขา แต่ต้องให้เอกสารเหตุการณ์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ในสังคม เป็นทางเดียวที่จะทำให้ไม่ตาย

“ผมคิดว่า 6 ตุลาน่าจะไปไม่รอดในแง่การหาความยุติธรรม แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องเห็นความหวังกับคนในอนาคต สักวันต่อให้เราตายไปแล้ว คนต้องหยิบยกขึ้นมา ต้องมีความหวังว่าอนาคตจะเห็นความยุติธรรมได้ในระยะยาว ต่อให้อาจไม่ใช่ความยุติธรรมเฉพาะกรณี 6 ตุลา ต้องทำให้เห็นว่ายิ้มสยามมีเรื่องอัปลักษณ์อีกเยอะแยะ มีทั้งด้านดี ด้านอัปลักษณ์ สังคมต้องกล้าเผชิญหน้าทุกด้าน ไม่ใช่พูดแต่ด้านดี หรือประณามแต่ด้านร้าย คนในสังคมจึงจะเติบโตแบบมีวุฒิภาวะ”

อาจารย์ธงชัยยังกล่าวว่า ระบบโซตัสที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่คือทหารและระบบราชการทั้งหมด ระบบโซตัสมีไว้เพื่อผลิตคนชนิดหนึ่ง คนคนนั้นต้องขี้ขลาด สังคมไทยเต็มไปด้วยคนขี้ขลาด ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่อง 6 ตุลา ไม่ใช่ไม่รู้ว่าความอยุติธรรมร้อยแปดที่เกิดขึ้นมันเกินไป แต่สังคมไทยมีคนที่ขี้ขลาดตาขาวเต็มบ้านเต็มเมือง นี่แหละไทยแลนด์ 4.0 ไทยแลนด์ของคนขี้ขลาด เห็นความอยุติธรรมแล้วเฉยๆ และคนอีกประเภทคือคนโง่กับคนแกล้งโง่ สังคมไทยเป็นสังคมอับจนปัญญา หลายเรื่องเห็นอยู่ตำตาว่าไร้เหตุผลก็แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่พูด แย่กว่าคือออกมาสนับสนุนทำสิ่งที่ไร้เดียงสา เป็นเรื่องที่น่าอับอาย สิ่งเหล่านี้จะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่ใช่เพราะประชาชนเอื้ออำนวยให้ความไร้เดียงสาและน่าอับอายนี้ดำรงอยู่

“ถ้าสังคมไทยมีวิบากกรรม เราต้องเผชิญหน้ากับสภาวะอย่างนี้และสู้กันไปไม่มีทางอื่น ถ้าความยุติธรรมหาไม่ได้ในชีวิตผมก็สู้กันยาวๆ สังคมเติบโตมีวุฒิภาวะและกล้าหาญกว่านี้ได้ แต่โชคร้ายที่เราเกิดเร็วไปหน่อย บุกเบิกถางทางเพื่อสักวันหนึ่งเราจะฉลาดกว่านี้ได้ เผชิญหน้าและทำเท่าที่ทำได้ เก็บหลักฐานเอกสารคนที่เป็นเหยื่อ 6 ตุลา เป็นเหยื่อของความขี้ขลาดตาขาว เหยื่อของความโง่และแกล้งโง่ที่มีอยู่ดาษดื่นภายใต้ระบบโซตัสของสังคมไทย ขอให้ช่วยกันกระจายข่าวบันทึก 6 ตุลา และยุยงให้คนเก็บหลักฐาน ข้อมูลเช่นนี้กับกรณีอื่นๆให้มากที่สุด เพราะเราจะตายถ้าอยู่อย่างโดดเดี่ยว” อาจารย์ธงชัยกล่าว

“บทนำ 6 ตุลา” โดย “อาจารย์ยิ้ม”

สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “อาจารย์ยิ้ม” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ (เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการโครงการ “บันทึก 6 ตุลา” ซึ่งมีประสบการณ์ร่วมในเหตุการณ์และมีบทบาทมาตลอดในการจัดงานทั้ง 14 ตุลาและ 6 ตุลา รวมถึงเป็นนักประวัติศาสตร์ ได้เขียนอธิบายในบทนำของเว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” ก่อนเสียชีวิตดังนี้…

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น เป็นวันที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าได้เกิดกรณีนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลและกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่มร่วมมือกันก่อการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใจกลางพระนคร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างน้อย 41 คน และบาดเจ็บ 145 คน การก่อการสังหารครั้งนี้ได้กลายเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ การก่อกรณีนองเลือดครั้งนี้ไม่มีการจับกุมฆาตกรผู้ก่อการสังหารเลยแม้แต่คนเดียว

ในทางตรงข้ามนักศึกษาประชาชนที่เหลือรอดจากการถูกสังหารจำนวน 3,094 คน กลับถูกจับกุมทั้งหมดภายในวันนั้นเอง และถึงแม้ว่าในระยะต่อมาผู้ถูกจับกุมจะได้รับการประกันตัวออกมาเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังมีเหลืออีก 27 คนถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี เป็นชาย 23 คน และหญิง 4 คน จนท้ายที่สุดเหลือ 19 คน ซึ่งตกเป็นจำเลยถูกคุมขังและดำเนินคดีอยู่เกือบ 2 ปีจึงได้รับการปล่อยตัว

ส่วนผู้ก่อการสังหารซึ่งควรจะเป็นจำเลยตัวจริงนั้น ไม่มีรัฐบาลหรือผู้กุมอำนาจครั้งไหนกล่าวถึงอีกเลย แม้กระทั่ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีสมัยที่ปล่อยผู้ต้องหา 6 ตุลาทั้ง 19 คนนี้ก็ได้กล่าวว่า แล้วก็ให้แล้วกันไป ลืมมันเสียเถิดนะ เหมือนกับว่าจะให้ลืมกรณีฆาตกรรมดังกล่าวเสีย มิให้กล่าวถึงคนร้ายในกรณีนี้อีก

จริงอยู่ประเทศด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทยมีคดีอิทธิพลจำนวนมากที่ทางการไม่กล้าแตะต้องและจับคนร้ายไม่ได้ แต่คดีอิทธิพลเหล่านั้นแตกต่างจากคดี 6 ตุลา เพราะการก่ออาชญากรรมในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์กลางเมืองที่เปิดเผยจนได้รับรู้กันทั่วโลก รวมทั้งผู้ต้องหาที่เปิดเผยโจ่งแจ้งก็มีอยู่มาก แต่คนเหล่านี้นอกจากจะไม่ถูกจับกุมตามกฎหมายแล้ว ยังได้ความดีความชอบในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อีกด้วย ปัญหาในกรณีนี้คือ อิทธิพลอะไรที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มฆาตกรซึ่งผลักดันให้ผู้ก่ออาชญากรรมลอยนวลอยู่ได้เช่นนี้? และนักศึกษาผู้ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมได้ก่อความผิดร้ายแรงเพียงใดหรือจึงต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้?

เงื่อนงำของการสังหารโหดนี้ได้รับการคลี่คลายในตัวเองขั้นหนึ่งในเย็นวันนั้นเอง เมื่อคณะทหารกลุ่มหนึ่งในนามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้กระทำการรัฐประหารยึดอำนาจล้มเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางรัฐสภาและฟื้นระบอบเผด็จการขวาจัดขึ้นมาปกครองประเทศแทน ถ้าหากว่าการสังหารหมู่เมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือการก่ออาชญากรรมต่อนักศึกษาผู้รักความเป็นธรรมแล้ว การรัฐประหารเมื่อเย็นวันที่ 6ตุลาคม คือการก่ออาชญากรรมต่อประเทศชาติ เพราะเป็นการทำลายสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนทั้งชาติที่ได้มาจากการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 เมื่อโยงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งนี้เข้ากับการสังหารโหดที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันจะทำให้มองเห็นภาพการเคลื่อนไหวของพลังปฏิกิริยาที่ร่วมมือกันก่ออาชญากรรมได้ชัดเจนขึ้น

ถูกฆ่าอย่าง “ศิวิไลซ์”

ในเฟซบุ๊ค “บันทึก 6 ตุลา” เอกสารที่จัดทำโดยกรมตำรวจในรายงานการชันสูตรพลิกศพเหตุการณ์ 6 ตุลา เพื่อจะบอกว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อย่างน้อย 46 รายคือ ฝ่ายเจ้าพนักงาน 5 ราย ฝ่ายนักศึกษาประชาชน 41 ราย (1 รายเสียชีวิตในห้องขัง) นั้น ความสำคัญของเอกสารชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าการเสียชีวิตของฝ่ายนักศึกษาประชาชนจากกระสุนปืนคือสาเหตุที่ “ศิวิไลซ์” ที่สุดแล้ว เพราะหลายรายมีบาดแผลถูกทำร้ายทุบตี รัดคอ ฯลฯ มีสะเก็ดระเบิด ขณะที่อีก 4 รายเป็นอย่างน้อยยังระบุตัวตนของพวกเขาไม่ได้จนถึงปัจจุบัน เพราะถูกเผาจนเหลือแต่กระดูกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็เชื่อว่านักศึกษาประชาชนที่ถูกสังหารนั้นยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่พบศพหรืออาจถูกทำลายศพ ภาพการรุมทำร้ายและฆ่าอย่างป่าเถื่อนทารุณถูกประจานไปทั่วโลกจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะภาพที่เอาศพไปแขวนคอแล้วกระโดดถีบศพและใช้เก้าอี้ฟาด ซึ่งได้รางวัลพูลิตเซอร์ปี 1977 หรือภาพนักศึกษาหญิงถูกจับแก้ผ้าแล้วเอาเหล็กแหลมทิ่มแทงอวัยวะเพศจนตาย ภาพการรุมทำร้ายและทารุณอีกมากมายที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ

การสังหารหมู่ 6 ตุลาเป็นประวัติศาสตร์ที่บาดลึกถึงจิตใจสังคมไทยที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ จึงไม่แปลกที่กลุ่มชนชั้นนำและผู้มีอำนาจรัฐพยายามจะทำให้สังคมไทยลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือให้จดจำการบิดเบือนความจริงที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ธงชัยทั้งเขียนบทความและพิมพ์หนังสือเพื่อตอกย้ำเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าเป็นการสังหารหมู่ที่เงียบงันและสร้างบาดแผลเจ็บปวดทรมานให้กับสังคม หลีกเลี่ยงที่จะแสวงหาความจริง ต่างกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวหรือในกัมพูชา ซึ่งผู้รอดชีวิตนับพันได้เปิดเผยความทรงจำส่วนตัวต่อสาธารณะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ “6 ตุลาลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

Mixit=Military Exit

เช่นเดียวกับ .ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา กล่าวสุนทรกถา “40 ปี 6 ตุลา” เมื่อปี 2559 ตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ 6 ตุลายังมีความคลุมเครือ จริงๆแล้วมีผู้เสียชีวิตกี่รายและถูกแขวนคอที่สนามหลวงกี่ราย ซึ่งอาจารย์สุรชาติได้เขียน “จดหมาย” ระหว่างถูกคุมขังถึง “เปี๊ยก” วิชิตชัย อมรกุล นิสิตปี 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้ถูกแขวนร่างไว้ใต้ต้นมะขามสนามหลวงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “เพื่อบูชาความเชื่อของคนไทยกลุ่มหนึ่ง เขาไม่มีโอกาสได้จบการศึกษาไปเหมือนคนอื่นๆ และไม่มีโอกาสได้มีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้…เผด็จการเหยียบร่างของเปี๊ยกเป็นบันไดไปสู่อำนาจ”

อาจารย์สุรชาติยังตั้งคำถามและคำตอบไว้อย่างน่าคิดว่า อนาคตสังคมไทยจะอยู่กันอย่างไร วันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยแตกแยก มีคำถามอย่างเดียวสำหรับคนรุ่นผมว่า ความแตกแยกยุคปัจจุบันและความแตกแยกในปี 2519 แตกต่างมากน้อยเพียงไร แน่นอนความแตกแยกทางการเมือง ความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ต่างจากปี 2519 แต่ความโชคดีคือปี 2519 สถานการณ์ยุติลง สัญลักษณ์ของการยุติของสงครามปี 2519 ที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่การปล่อยตัวพวกผมหรือการกลับคืนจากชนบทสู่เมืองของนักศึกษา แต่เป็นเพลงๆหนึ่งที่ถูกเขียนในป่าโดยอัศนี พลจันทร์ “เพลงเดือนเพ็ญ” ที่เขียนในฐานที่มั่น ถูกนำมาร้องในทุกระดับ จากระดับสูงถึงตามบาร์ตามไนต์คลับ เพลงเดือนเพ็ญเป็นสัญลักษณ์ของการปรองดองถ้าจะใช้ภาษาคนยุคปัจจุบัน

แต่ไม่มีคำตอบว่าหลังปี 2553 จะมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการปรองดองเหมือนกับเพลงเดือนเพ็ญที่ส่งสัญญาณถึงคนรุ่นตน เพราะคนทุกชั้นทุกระดับร้องเพลงเดือนเพ็ญ ถ้าเป็นเช่นนี้อะไรจะเป็นเงื่อนไขในอนาคต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยปัจจุบันมีเงื่อนไขที่ดีกว่าคนรุ่นตน “ผมนึกไม่ออกว่าถ้าปี 2519 มีโซเชียลมีเดีย มีเว็บไซต์ การฆ่าในวันนั้นจะหนักขึ้นหรือเบาลง แต่ในวันนี้เราเห็นอย่างหนึ่ง การต่อสู้ของพี่น้องในโลกอาหรับ พี่น้องที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายพื้นที่ สื่อสังคมสมัยใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญ”

อาจารย์สุรชาติยังสรุปการสร้างเงื่อนไขในการพัฒนาการเมืองไทยว่า เงื่อนไขที่ 1 ขอเสนอ Mixit = Military Exit คือการพัฒนาประชาธิปไตยไทยต้องเอาทหารออกจากการเมือง ถ้าเอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้ไม่ต้องคิดเรื่องประชาธิปไตย เงื่อนไขที่ 2 คืออำนาจนอกระบบต้องปล่อยให้การเมืองไทยกลับสู่ภาวะปรกติ และเงื่อนไขที่ 3 การเมืองไทยต้องการเวลาของการพัฒนา

จากจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ถึงราชดำเนิน-ราชประสงค์

เหตุการณ์ 6 ตุลา สังคมไทยต้อง “ไม่ลืม” แม้ไม่อยากจะจำ เพราะเป็นโศกนาฏกรรมโดยอำนาจรัฐที่โหดเหี้ยมทารุณซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีก แต่การใช้ความรุนแรงโดยอำนาจรัฐสังหารประชาชนและการทำรัฐประหารก็ยังคงเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 หรือเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งสะท้อนชัดเจนถึงการใช้อำนาจรัฐโดยกองทัพที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นกลไกสำคัญในการเข่นฆ่าประชาชน และล้มระบอบประชาธิปไตย ปล้นอำนาจไปจากประชาชนใช่หรือไม่?

โดยเฉพาะเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่มีคนตายถึง 99 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ขณะที่การใช้ความรุนแรงสังหารประชาชนก็เงียบงันไม่ต่างจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เพราะวันนี้ “คนสั่งก็ยังลอยหน้า คนฆ่าก็ยังลอยนวล”

ที่สำคัญยังมีการพยายามบิดเบือนความจริง โดยเฉพาะกรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องและญาติผู้ตายทั้ง 6 คน อันประกอบด้วยประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และผู้เชี่ยวชาญต่างๆแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า “ผู้เสียชีวิตทั้งหกถูกกระสุนความเร็วสูงของทหารเสียชีวิต และไม่ปรากฏชายชุดดำและอาวุธในที่เกิดเหตุ ประกอบกับไม่พบคราบเขม่าดินปืนที่มือผู้ตายทั้งหมด…”

แต่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กลับแชร์ข้อมูลจากเพจการเมืองหนึ่งมีข้อความว่า “พยาบาลกมนเกดและเพื่อนไม่ได้ตายเพราะทหาร แต่ตายเพราะพวกเสื้อแดงด้วยกันฆ่าเอง มีหลักฐานโดย 6 ศพเสียชีวิตอยู่ในช่วงตะวันตกดิน ศพทั้งหมดมีการชันสูตรแล้วพบว่าถูกยิงจากวิถีกระสุนในระนาบเดียวกัน มิใช่มุมสูงจากสกายวอล์คหรือบริเวณรางรถไฟฟ้า BTS

กลุ่มญาติผู้สูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ จึงได้ออกแถลงการณ์ (2 ตุลาคม) และเดินทางไปยังพรรคประชาธิปัตย์ภายในชื่อกิจกรรม “สัมมาบาทาเพื่อสัมมาวาจา” เพื่อมอบคำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้กรณีคำร้องชันสูตรศพผู้เสียชีวิต 6 ศพให้พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมขนม “ไข่เหี้ย” จำนวนหนึ่งมอบให้ด้วย

เหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 กับ 6 ตุลาคม 2519 และการรัฐประหารจึงเป็น “วงจรอุบาทว์” ที่เกิดซ้ำซาก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี การเมืองไทยก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจรัฐและกองทัพที่มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาและความลับที่มืดดำ การปกปิดความจริง การใส่ร้ายป้ายสี การตอแหลบิดเบือนด้วยวาทกรรมการเมือง การข่มขู่พยาน การจับกุมคนเห็นต่างด้วยอำนาจและกฎหมายพิสดาร จนทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นจริง ยื้อเวลา ไร้การนำคนผิดมาลงโทษ

แม้วันเวลาจะผ่านเลยมาถึง 34 ปี บ้านเมืองที่ประกาศตนว่าเป็นยุค 4.0 ก็ยังจมปลักกับวังวนเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยน ความจริงและความยุติธรรมก็ยังสูญหาย ประชาธิปไตยก็ยังถูกทำลาย

41 ปี 6 ตุลา จากจุฬา ธรรมศาสตร์ ถึงราชดำเนิน ราชประสงค์ ยังมีอีกหลากหลายความลับอันมืดมนที่คนยังไม่รู้ รู้เฉพาะที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อ หรือถูกทำให้ลืมไปจากความทรงจำ

ตราบใดที่ความจริงยังไม่ปรากฏ การขุดคุ้ย การนำ “บันทึก 6 ตุลา” ยังต้องมีต่อไป เพื่อวันหนึ่ง “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ความเท็จ ความจริงจะต้องถูกสะสางในที่สุด!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem