วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

ความกร่าง..ทำให้เสื่อม / โดย ทีมข่าวการเมือง

On December 4, 2017

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

“ใจเย็นๆ อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจหรือเปล่า ผมฟังคุณนี่ พูดดีๆก็ได้”

อาการปรี๊ดแตกผ่านไมโครโฟนที่ดังไปทั่วของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีที่นายภรัณยู เจริญ พยายามร้องเรียนขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์แวะพื้นที่ปัตตานีเดินชมตลาดปลาเรื่องวันทำประมงที่กฎหมายอนุญาตให้ทำเพียง 220 วัน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะไม่เพียงพอและไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป เนื่องจากไม่สามารถทำได้เต็มที่ 220 วัน เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ธุรกิจประมงขณะนี้เดือดร้อนมาก

แม้หลังจากปรี๊ดแตก พล.อ.ประยุทธ์จะบอกกับคณะผู้ติดตามให้รับเรื่องพร้อมกล่าวขอบคุณ แต่ก็กล่าวว่า “กดดันผมไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ซึ่งนายภรัณยูกล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า เคยรวมตัวกับผู้ประกอบการประมงไปยื่นหนังสือต่อรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งที่ลานพระราชวังดุสิต วันนี้ก็ยังได้รับความเดือดร้อน และได้ฟังที่นายกฯพูดแต่ไม่มีประเด็นนี้ จึงอยากบอกให้นายกฯรับรู้ ไม่ได้ขู่หรือตะคอก แต่บรรยากาศเสียงดัง จึงพยายามพูดให้นายกฯได้ยิน กลับถูกมองว่าเป็นการตะคอก

ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน เฟซบุ๊ค Gen.Prayut Chan-o-cha ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ได้โพสต์ข้อความว่า “นายกฯเสียใจที่ได้ว่ากล่าวชาวประมงไปเมื่อวานนี้ที่ปัตตานี” แต่ขอให้เข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงของไทยสามารถอยู่รอด ส่งออกได้ สอดคล้องกับพันธะสัญญาที่ต้องดำเนินการ รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติให้การประมงเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับปัญหาความเดือดร้อนต่างๆที่ร้องเรียนมาได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูอย่างละเอียดแล้ว

ให้ปลูกมะพร้าวทุกบ้าน

อย่างไรก็ตาม อาการปรี๊ดแตกของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังไม่สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลทหารมากเท่ากับการจับ 2 แกนนำสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้คือ นายเกษม บุญชนะ และนายวุฒินันท์ แจะซ้าย ไปค่ายชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ขณะกำลังเตรียมตัวเดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อยื่นหนังสือและเสนอแนวทางให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาวิกฤตยางพาราไทยอย่างยั่งยืน การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้ชาวสวนยางจาก 4 อำเภอ “จะนะ-เทพา-นาทวี-สะบ้าย้อย” เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์โดยตรง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสกัดไว้ก่อน

ที่น่าสนใจคือ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวตอนหนึ่งขณะพบปะกับประชาชนว่า รัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอยู่ อย่าออกมาประท้วงเลย เดี๋ยวจะผิดกฎหมายอีก และขอให้ปลูกมะพร้าวทุกบ้าน วันหน้าจะขายได้และมีกำไร ปลูกไว้ไม่กี่ปีก็โตแล้วและกลายเป็นสมบัติให้แก่ลูกหลานได้ ทุกวันนี้เราผลิตไม่พอ ต้องรับจากต่างประเทศมาแปรรูป

ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเดือด

ส่วนเหตุการณ์ที่ดุเดือดคือกรณีเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจัดกิจกรรมเดินเท้าจากพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์ถึงความไม่เป็นธรรมและผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และวันที่ 27 พฤศจิกายนได้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่จนประชาชนบาดเจ็บหลายสิบคนและมีการจับกุมแกนนำ 16 คน โดยตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่และขัดขวางการจับกุม

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการจับ 16 แกนนำคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ มีการตีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ความจริงถ้าจะยื่นหนังสือคัดค้านถึงนายกฯส่งแค่กระดาษแผ่นเดียวก็ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประสานแล้วว่าไม่ต้องเดินทางมา แต่เขาไม่หยุดแล้วจะให้ทำอย่างไร 16 คนที่ถูกจับก็เป็นพวกฮาร์ดคอร์ เป็นพวกใจร้อน ไม่ใช่แกนนำอะไรทั้งสิ้น และไม่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองเลย

ลงใต้เก็บคะแนนกลับเสียคะแนน

การจับ 16 แกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายองค์กรออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงและเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข โดย 102 นักวิชาการลงชื่อในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนดังที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและนโยบายสาธารณะต่างๆ

องค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน 36 องค์กรได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หยุดใช้อำนาจจับกุมชาวเทพาที่เดินเท้าคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประณามว่าผู้นำในยุคนี้ยังมีอคติกับกลุ่มที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในข้อกล่าวหาเดิมๆคือ ขัดขวางการพัฒนาประเทศและถ่วงความเจริญ

นางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีโดยเคารพและยึดมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยเห็นว่าการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวของกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ในขอบเขตของการใช้สิทธิในการแสดงความเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ภาพการปะทะและจับกุมแกนนำกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ถูกโพสต์ไปทั่วสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะภาพแกนนำ 16 คนที่มีตรวนข้อมือล่ามโซ่เชื่อมไว้ด้วยกันขณะถูกนำขึ้นรถยนต์ พร้อมเสียงตะโกนถามว่า “เราทำผิดอะไร” ยิ่งทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้ความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลเพิ่งมีมติ ครม. ประกาศวาระแห่งชาติให้ใช้สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่สิ่งที่ปรากฏและคำพูดของผู้มีอำนาจขัดแย้งกันสิ้นเชิง

การจัดกิจกรรมเดินเท้า 75 กิโลเมตรของกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเพียงเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้หยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เป็นความผิดจนต้องใช้ความรุนแรงและจับกุมแกนนำด้วยหรือ? รัฐบาล คสช. ยึดหลักสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่? และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามโครงการ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” หรือไม่?

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายหลายเรื่องทั้งก่อนและระหว่างการประชุม ครม. สัญจร ได้ผลตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ของ ครม.สัญจร ที่ทุกยุคทุกสมัยต้องการพบประชาชนโดยตรงเพื่อรับฟังความคิดเห็นและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เป็นแค่พิธีกรรมเพื่อสร้างภาพ ความตั้งใจของรัฐบาลทหารที่จัด ครม.สัญจรลงใต้เพื่อเก็บคะแนนจึงกลับกลายเป็นเสียคะแนนไปโดยปริยาย

“วัฒนา” อัด “ตู่”เป็นตัวอย่างไม่ดีให้เยาวชน

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “อาการหนัก” โดยระบุว่า ผมเพิ่งแสดงความคิดเห็นไปวานนี้ว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของประเทศคือการปฏิรูปกองทัพให้หลุดพ้นจากแนวคิดอำนาจนิยม เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น มีจิตสำนึกเป็นประชาธิปไตย และเคารพในอำนาจของประชาชน เพราะกองทัพมีทั้งกำลังพลและอาวุธ หากปราศจากทัศนคติที่ถูกต้องจะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย

ภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ว้ากใส่ชาวประมงภาคใต้ที่มารอพบเพื่อขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนคือเครื่องยืนยันความเห็นของผม พล.อ.ประยุทธ์เป็นผลผลิตของกองทัพที่เคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ปัจจุบันเป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่แม้จะมาจากการยึดอำนาจ แต่ทุกรัฐบาลย่อมมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชน แต่ทำตัวเป็นนายของประชาชน เพิ่งออกมาพูดเมื่อคืนวันศุกร์ขอให้ใช้คำพูดดีๆต่อกัน แต่กลับแสดงความหยาบคายใส่พี่น้องชาวใต้ หรือ ครม. เพิ่งประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่รัฐบาลกลับใช้กำลังกับพี่น้องชาวเทพาที่ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งหมดเป็นตัวอย่างไม่ดีของเยาวชนและผู้ที่กำลังเรียนทหารที่จะเอาเป็นแบบอย่าง

วิกฤติศรัทธา “กองทัพ-รัฐบาล”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ที่ถือเป็นฐานเสียงสนับสนุนการรัฐประหารและรัฐบาลทหารยิ่งสะท้อนถึงวิกฤติศรัทธาของ พล.อ.ประยุทธ์และคณะ เพราะแม้แต่โพลเชลียร์ก็ยังระบุถึงคะแนนนิยมที่ลดวูบ ขณะที่การปรับคณะรัฐมนตรีล่าสุดถึง 18 ตำแหน่งก็ถูกวิจารณ์ว่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรีสับเปลี่ยนหมุนเวียน แม้นายทหารหลายคนจะถูกปรับออก แต่คนที่เข้ามาก็ไม่ได้ทำให้เกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ยังให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าขี้โม้ ดีแต่พูด จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะหรือไม่?

เรื่องที่ร้อนแรงและดูเหมือนจะไม่จบลงง่ายๆจนเกิดวิกฤติศรัทธาที่สั่นสะเทือนรัฐบาลทหารและกองทัพขณะนี้คงหนีไม่พ้นกรณีการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารปีที่ 1 ทำให้พ่อที่แม้จะสนับสนุนทั้ง กปปส. และเชียร์กองทัพให้ออกมาทำรัฐประหารและสนับสนุนให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร มุ่งมั่นที่จะเป็นทหารอย่างหมดหัวใจ ก็ยังจำเป็นต้องออกมาฟ้องสังคมให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงการเสียชีวิต เพราะศพ “น้องเมย” ไม่มีอวัยวะภายในและสมองหายหมด

แม้กองทัพจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบ แต่ก็ไม่มีกำหนดเวลา หลังจากสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามมากมายถึง “การซ่อม หรือลงโทษของรุ่นพี่และครูฝึกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง หรือมีสติสัมปชัญญะเพียงพอหรือไม่ กรณีของ “น้องเมย” ไม่ใช่รายแรก แต่ที่เป็นข่าวดังและใหญ่มากเพราะเกิดขึ้นในระดับนักเรียนเตรียมทหารอันเป็นโรงเรียนเตรียมนายร้อยนายพลในอนาคต หรืออาจก้าวไปถึงระดับนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ไม่เป็นข่าว เพราะที่ผ่านมาเกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีฐานะทางสังคม อย่างการเสียชีวิตของ “ทหารเกณฑ์” หลายคนที่เกิดจากถูก “ซ้อม” ที่อ้างว่าเป็นการซ่อมหรือลงโทษ

ที่สำคัญนายทหารผู้ใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยังมีทัศนคติว่าเป็นเรื่อง “ธำรงวินัย” ซึ่งกองทัพถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับได้ แม้แต่ พล.อ.ประวิตรเองก็บอกว่าการเสียชีวิตของ “น้องเมย” เป็นเรื่องปรกติ ตัวเองก็เคยถูกซ่อมจนสลบเช่นกัน ใครที่จะเป็นทหารก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมกับการฝึกและถูกทำโทษ อย่างไรก็ตาม ต่อมา พล.อ.ประวิตรทนกระแสวิจารณ์ไม่ไหวต้องยอมออกมาขอโทษที่พูดไม่ดีจนกระทบจิตใจครอบครัวผู้สูญเสีย

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการซ่อมหรือธำรงวินัยว่า เป็นการทำโทษด้วยการออกกำลังกาย ไม่ใช่ทำร้ายกัน หากทำถูกต้องตามหลักก็จะไม่เป็นอันตราย สิ่งที่ไม่ดีต้องไม่ให้เกิดขึ้น สิ่งที่ดีก็ควรรักษาไว้ ตนเองก็เคยโดนซ่อม เป็นขาประจำ แต่ไม่ได้โดนซ้อม ทำโทษแค่วิดพื้น

อย่างไรก็ตาม กรณี “น้องเมย” ได้กลายเป็นประเด็นความเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างมากถึงวิธีการลงโทษ โดยเฉพาะภาพ “หัวปักดิน” ที่มีการโพสต์ไปทั่ว ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ไม่เห็นด้วย ข้อความของผู้ที่เห็นด้วยก็มีเช่นกันว่า “ทุกวันนี้เดินกันเต็มโรงเรียน ไม่เห็นจะมีใครเป็นอะไร พื้นที่ของพวกผมไม่ต้องการคนอ่อนแอ” เป็นต้น

“คลั่งสถาบัน” รึเปล่า?

ศิษย์เก่านักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 56 รายหนึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Thatpon Srisupunbut กรณี “น้องเมย” โดยเตือนสติศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนเตรียมทหารตอนหนึ่งว่า

สะกิดเตือนว่าที่พี่น้อง ตท. ทำกันอยู่เข้าข่าย “คลั่งสถาบัน” รึเปล่า.. นำ “เกียรติยศ-ศักดิ์ศรี” มาข่ม “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” หรือไม่..พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคที่สะท้อนวุฒิภาวะสูงส่งกว่า “นายพล” ที่ใหญ่คับบ้านคับเมืองเสียอีกว่า “ไม่มีใครทำลายพวกเราได้ ยกเว้นพวกเราเอง”

โพสต์ดังกล่าวทำให้มี “ยอดไลค์-ยอดแชร์” มากมายและถามว่าเมื่อไรสังคมไทยจะพอใจ ต้องมีคนรับผิดชอบเหมือนประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่ศาลทหารตัดสินลงโทษจำคุกนายทหารยศสิบเอก 40-50 ปีที่เป็น “หัวโจก” ชักชวนเพื่อนทหารให้ข่มเหงรังแก “ทหารเกณฑ์” จนเสียชีวิต ทำให้กองทัพกลับมามีความสง่างามอีกครั้ง

ต่างประเทศก็มีฝึกทหารกันจนตาย

เว็บไซต์ voice.tv ได้รายงานบทความชื่อ Military discipline and punishment ของเจอร์รี เชฟฟีลด์ ศาสตราจารย์ด้านสงครามศึกษา มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมในอังกฤษ ซึ่งเผยแพร่ในฐานข้อมูลชุด The War Machine ของสำนักหอสมุด British Library ว่า การฝึกวินัยคือสิ่งจำเป็นสำหรับกองทัพ โดยมีการศึกษากรณีตัวอย่างในกองทัพอังกฤษและสหรัฐที่มีเอกภาพและมีความทนทานในการปฏิบัติภารกิจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเปรียบเทียบกับกรณีที่ทหารรัสเซีย 554 นายผละทัพครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1917 เป็นสิ่งที่ไม่มีกองทัพไหนอยากให้เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีฝึกวินัยเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ไม่ให้ทหารตั้งคำถามและยอมปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

วิธีการที่ใช้คือการให้รางวัลและการลงโทษ คนที่ปฏิบัติตามคำสั่งจะได้รับรางวัล หรือบางทีก็ได้รับการคุ้มครองสิทธิทั่วไป เช่น การปันส่วนอาหาร หรือยุทโธปกรณ์ แต่ถ้าใครขัดขืนหรือทำตัวต่อต้านก็จะถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความหลาบจำ ไม่แข็งข้อกับผู้บังคับบัญชาอีก การลงโทษก็มีวิธีการต่างๆกัน ตั้งแต่การระงับสิทธิที่เคยได้ การทำโทษทางร่างกายและกดดันทางจิตใจ ซึ่งหลายการลงโทษถูกใช้เป็นเครื่องมือสั่งสอนไม่ให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่าง และผู้ถูกลงโทษมักเป็นทหารชั้นผู้น้อย

บทความของเชฟฟีลด์สรุปว่า การฝึกวินัยช่วยให้ทหารมีระเบียบและพร้อมทำตามคำสั่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิต่างๆลุล่วงไปได้ดีกว่ากองทัพที่ไม่มีวินัย ปัจจัยที่ทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากความมีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงมีผู้นำที่ดี มีความไว้วางใจและซื่อสัตย์ต่อกันด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีผู้เสียชีวิตในสถาบันทางทหารมากขึ้นในสังคมยุคใหม่ ทำให้หลายองค์กรในหลายประเทศตั้งคำถามกับการฝึกวินัยว่าควรจะมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปให้เข้ากับยุคสมัยมากกว่าเดิมหรือไม่?

อย่างกรณีกองทัพอังกฤษเกิดเหตุการณ์นักเรียนเตรียมทหาร 4 นายเสียชีวิตปริศนาระหว่างเข้ารับการฝึกอบรมที่ค่ายทหารดีพคัทในมณฑลเซอร์รีย์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษระหว่างปี 1995-2002 นักเรียนที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 17-20 ปี ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งหมดเสียชีวิตจากกระสุนปืน ผลชันสูตรศพระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ครอบครัวของนักเรียนไม่เชื่อ จึงเรียกร้องให้กองทัพและกระทรวงกลาโหมเปิดเผยรายละเอียดการชันสูตรศพและขั้นตอนการสอบสวน ซึ่งสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่คดีก็ยังยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ กรณีที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องสั่งทบทวนข้อปฏิบัติในการฝึกอบรมทางทหาร และมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีดีพคัทเพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชน ทำให้ในระยะหลังมีจำนวนผู้เสียชีวิตในสถาบันทางทหารลดลงกว่าเดิม

ส่วนกองทัพสหรัฐมีการฝึกซ้อมโดยใช้กำลังรุนแรงท้าทายขีดจำกัดของร่างกาย เพราะมีแนวคิดว่าทหารต้องอดทนต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆมากกว่าคนทั่วไป แต่ช่วงปี ค.ศ. 1989-1992 มีทหารเสียชีวิตในระหว่างการฝึกซ้อมถึง 700 นาย มากกว่าจำนวนทหารที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้รัฐบาลสหรัฐสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะสังคมและครอบครัวของทหารเหล่านี้มีคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องฝึกหนักขนาดนั้น และประเพณีการฝึกอบรมด้วยความรุนแรงควรถูกยกเลิกหรือไม่ ถ้าไม่ยกเลิกก็ควรมีมาตรการหรือหลักปฏิบัติที่รัดกุมมากกว่านี้เพื่อไม่ให้เกิดความตายโดยไม่จำเป็น

ความกร่าง..ทำให้เสื่อม

การเสียชีวิตของ “น้องเมย” ไม่ใช่ความตายครั้งแรกที่เกิดขึ้นในสถาบันทางทหารและกองทัพ ที่ผ่านมามีทหารเกณฑ์อย่างน้อย 8 นายเสียชีวิตในค่ายทหารหรือระหว่างเข้ารับการฝึกอบรมทางทหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา รวมถึงกรณีล่าสุดพลทหารอดิศักดิ์ น้อยพิทักษ์ เสียชีวิตกะทันหันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร นครศรีธรรมราช โดยผู้เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเกิดจากโรคประจำตัว แต่ยังมีข้อสงสัยจากสังคมว่าการฝึกซ้อมอย่างหนักทำให้นายทหารเสียชีวิตหรือเพราะการกระทำอย่างอื่น

กรณี “น้องเมย” เป็นเรื่องที่กองทัพและโรงเรียนเตรียมทหารต้องทำความจริงให้กระจ่างเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศของสถาบันทหารและกองทัพที่ยืนยันความจำเป็นเรื่อง “ธำรงวินัย” ก็ยิ่งต้องไม่ทำให้สถาบันทหารและกองทัพมัวหมองว่าเต็มไปด้วยแนวคิดอำนาจนิยม

วิกฤติศรัทธาที่กำลังถาโถมเข้าสู่รัฐบาลทหารในขณะนี้ล้วนเกิดจาก “สนิมเนื้อใน” ของตนเองทั้งสิ้น

คำถามเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” คือหอกที่กำลังกลับมาทิ่มแทงตนเอง

แม้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” อาจยังเป็นคำที่เข้าใจได้ยากสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ถ้าการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังไม่เกิดกับครอบครัวตนเองหรือกับญาติมิตรย่อมไม่มีใครสนใจว่ายังมีคนร่วมชาติที่เขา “แค่คิดต่างทางการเมือง” ก็ถูกละเมิดสิทธิ แม้ยังไม่ตายแต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ต้องติดคุกติดตะรางอยู่อีกมาก

คำว่า “สิทธิมนุษยชน” อาจยากเกินไปจนทำให้ “เผด็จการ” ย่ามใจ แต่กับสังคมไทยเรื่องความ “หมั่นไส้” อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยเฉพาะการหมั่นไส้ “ความกร่าง” คับบ้านคับเมืองของผู้มีอำนาจจากการรัฐประหารในขณะนี้

“ความย่ามใจ..ทำให้กร่าง” ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งย่ามใจ ลืมตัวนึกว่าตนเป็นเจ้านาย ลืมว่าพลเรือนไม่ใช่พลทหาร ลืมไปว่าไปยึดอำนาจเขามา ลืมไปว่าประชาชนไม่ได้เลือกมา

“ความกร่าง..ทำให้เสื่อม” .. ได้เวลานับถอยหลังแล้วจริงๆ!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem