- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 1 month ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 1 month ago
- โลกธรรมPosted 1 month ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 1 month ago
- สลายความเกลียดชังPosted 1 month ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 1 month ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 1 month ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 1 month ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 1 month ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 1 month ago
‘สหรัฐ’แชมป์การแข่งขันสูง

เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม หรือดับเบิลยูอีเอฟ กล่าวในรายงานประจำปีว่าด้วยการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั่วโลกว่า สหรัฐได้ครองแชมป์ในฐานะประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันดีที่สุดประจำปีนี้ โดยปีนี้ได้ใช้วิธีการใหม่ในการจัดอันดับแบบใหม่ เพื่อให้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในยุคเทคโนโลยีด้านดิจิทัลใหม่ๆ
จากวิธีการใหม่นี้เองทำให้สหรัฐเอาชนะแชมป์เก่าอย่างสวิตเซอร์แลนด์ที่ครองแชมป์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยสวิตเซอร์แลนด์หล่นไปอยู่อันดับ 4 ตามหลังสหรัฐ สิงคโปร์ และเยอรมนี การจัดอันดับในปีนี้ดับเบิลยูอีเอฟได้ศึกษาประเทศต่างๆ 140 ประเทศ ด้วยการใช้ตัวชี้วัด 98 รายการ แบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค ความคล่องตัวทางด้านเศรษฐกิจ และความสามารถในด้านนวัตกรรม
ขณะเดียวกันมีรายงานจากการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีสาระสำคัญว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในที่ประชุมมีท่าทีเชิงบวกเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีขอบเขต เพื่อควบคุมไม่ให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศไต่ระดับสูงเกินไป แต่ยังคงมีสมาชิกบางคนคัดค้านการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดหากไม่มีสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจเริ่มขาดเสถียรภาพ และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
แม้ผลการประชุมครั้งนี้ไม่ได้ระบุข้อสรุปเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างชัดเจน แต่สะท้อนว่าไม่ใช่สมาชิกทุกคนจะเห็นด้วยต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีฉันทามติเรื่องการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งใหม่ภายในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐในตอนนี้ที่อัตราการว่างงานปัจจุบันอยู่ที่ 3.7% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2512 และเงินเฟ้อที่ค่อนข้างเสถียร จะสามารถปรับตัวเข้ากับอัตราดอกเบี้ยใหม่ได้
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ระหว่าง 1.75-2.0% ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่ามากเกินไป จะส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายด้าน
You must be logged in to post a comment Login