วันพฤหัสที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

ได้เวลา “ซานต้า เขียว” (ไม่ต้องยึดมารยาทเป๊ะ!)

On November 29, 2018

คอลัมน์ : เรื่องจากปก

ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

(โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน- 7 ธันวาคม 2561)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอบผู้สื่อข่าวถึงอนาคตทางการเมือง ซึ่งวันที่ 26 พฤศจิกายนเป็นวันสุดท้ายการย้ายพรรคการเมืองว่า ได้ถามฝ่ายกฎหมายและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแล้ว ยืนยันว่า “ไม่จำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดทั้งนั้น” และวันนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดมาทาบทาม ถ้าใครมาทาบทามก็จะตัดสินใจ ถ้าไม่มีใครทาบทามก็ไม่เอา หากกำหนดให้ทาบทามเมื่อไรหรือให้เสนอชื่อนายกฯเมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่จะรับหรือเปล่ายังไม่รู้เหมือนกัน เพราะต้องดูใจตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เสนอตรงกับใจ ตรงกับความคิดหรือไม่

ส่วนกรณีนักการเมืองแห่เข้าพรรคพลังประชารัฐจำนวนมากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า รัฐบาลก่อนหน้าก็มี การย้ายพรรคเป็นเรื่องความสมัครใจ ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสั่งให้ย้าย ที่ย้ายมาเพราะเห็นว่านโยบายทางการเมืองตรงกัน อยากแก้ไขปัญหาความบกพร่องในอดีต หากจะไปร่วมกับพรรคใดพรรคหนึ่งต้องเรียนรู้ว่าระบบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร ประชาชนจะเลือกจากส่วนใด นโยบาย หลักการ และเหตุผล หากพรรคใดนำยุทธศาสตร์ชาติไปเป็นหลักในการทำงานก็เชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ถ้าทำเป็นอย่างอื่นก็จนใจ ตนไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ถ้าอนาคตแก้ปัญหาไม่ได้ ปฏิรูปไม่ได้ ก็มาโทษตนว่าเสียของ โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

พรรคสามัคคีธรรมภาค 2

การรอพรรคการเมืองที่สนับสนุนส่ง “เทียบเชิญ” เพื่อกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ความสง่างามทางการเมือง” ดังกระหึ่มอีกครั้ง และมองว่าการตั้ง “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ต่างกับการตั้ง “พรรคสามัคคีธรรม” หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหารปี 2534 จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะ พล.อ.สุจินดา คราประยูร หนึ่งใน รสช. “ตระบัดสัตย์” เคยประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กลับรับตำแหน่งหลังพรรคสามัคคีธรรมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าจำเป็นต้อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง แต่การจ่อ “สืบทอดอำนาจ” หลังการรัฐประหารก็ไม่ควรทำ เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำครหาได้ว่าที่ทำรัฐประหารมาก็เพื่อตนเองและพวกพ้อง ยิ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อ้างว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯต่อจะได้ทำงานให้เสร็จ ซึ่ง 4 ปีทำได้มากแล้ว ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นเสียงจากพรรคพวกเดียวกันที่ก่อการรัฐประหารมาทั้งสิ้น

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “รัฐบาลไม่เคยไปยุ่งกับการตั้งพรรคการเมืองเลย ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว การตั้งพรรคพลังประชารัฐเป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าเพื่อปูทางให้นั้น จะปูทางได้อย่างไร พรรคพลังประชารัฐไม่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่ประกาศจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯไม่รู้ เป็นเรื่องของพรรค ต้องไปถามคนเสนอ” แต่ใครที่ติดตามการเมืองมาโดยตลอดก็คาดเดาได้ชัดเจนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความตั้งใจ และได้ดำเนินไว้แล้วอย่างมีแผนที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปเท่านั้น

“วิษณุ” ชี้ไม่ต้องยึดมารยาทเป๊ะ!

นายวิษณุ เครืองาม “เนติบริกร” ช่วยย้ำการต่อท่ออำนาจ โดยยืนยัน (27 พฤศจิกายน) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด เพราะพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีพรรคละไม่เกิน 3 คน และไม่ได้ระบุว่าบุคคลนั้นๆต้องเป็นสมาชิกพรรค แต่ถ้าเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้วจะลงสมัครด้วยเลยตั้งแต่แรกก็ได้

โดยก่อนหน้านี้นายวิษณุกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ระบุการอนุมัติงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเกษตรกรของ ครม. อาจเอื้อให้กับพรรคพลังประชารัฐที่มี 4 รัฐมนตรีเป็นแกนนำพรรคว่า ไม่น่าเป็นการเอื้อประโยชน์ เพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอเรื่องนี้ ไม่ได้เอื้ออะไรให้แก่ใคร โครงการดังกล่าวคิดกันมานานแล้ว โดยตนเคยบอก ครม. ว่าหากจะมีอะไรเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนให้รีบนำเสนอก่อนมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้ง จึงไม่ได้ไปเอื้อให้พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือต่อให้มี พ.ร.ฎ.กำหนดให้เลือกตั้งมาแล้ว การจะออกนโยบายอะไรรัฐบาลก็ยังสามารถทำได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม

ส่วนข้อถามว่า “แม้รัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐบาลไว้ ตามมารยาทสมควรทำหรือไม่” นายวิษณุกล่าวว่า “ก็ต้องพิจารณากันตามมารยาท อย่าลืมว่ารัฐบาลนี้จะอยู่จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาทำหน้าที่ หากคิดว่ารัฐบาลจะทำอะไรได้หรือไม่ได้โดยยึดมารยาทเป๊ะทั้งหมด ก็ต้องคิดต่อไปว่าถ้าเลือกตั้งเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รัฐบาลใหม่ เกิดเหตุขึ้นมา เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว จะให้รัฐบาลชุดปัจจุบันทำอย่างไร ปัญหาเกิดขึ้นได้ ในรัฐธรรมนูญจึงผ่อนคลายไว้”

พรรคทหารโชว์พลังดูด

พรรคพลังประชารัฐที่ใช้ชื่อเหมือนโครงการ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล และมีแกนนำพรรคมาจากคณะรัฐมนตรีปัจจุบันโดยไม่ต้องสนใจมารยาททางการเมืองว่าต้องลาออกเพื่อป้องกันข้อครหาว่ามีผลประโยชน์และอำนาจทับซ้อนหรือไม่ จึงออกหาเสียงโดยชูนโยบายเพื่อสืบทอดการทำงานของรัฐบาล คสช. หรือชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออย่างไม่ต้องเกรงทั้งกฎหมายหรือมารยาท

แม้ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก มองว่ากว่า 4 ปีที่ผ่านมาการทำรัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหาบ้านเมืองใดๆเลย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ขณะที่ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มซึ่งใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ และหลายฝ่ายยังเชื่อว่ากลุ่มทุนที่ “รวยอู้ฟู่” มาตลอด 4 ปีจะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญให้กับพรรคการเมืองที่สนับสนุน “ระบอบ คสช.” ให้ “สืบทอดอำนาจ” ต่อ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ถูกเปรียบเหมือน “พรรค คสช.” หรือ “พรรคทหาร”

จึงมีคำถามว่าที่มาของเงินที่ใช้ดำเนินการทางการเมืองที่ต้องใช้มหาศาลนั้น มาจากไหนและได้มาอย่างไร แม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ แต่ กกต. ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าในสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กกต. จะสามารถทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

การประชุม ครม.สัญจรและการใช้งบประมาณจำนวนมากหว่านลงในพื้นที่ตามโครงการต่างๆ ท่ามกลางปรากฏการณ์ “ดูดแหลก” ของกลุ่มสามมิตรและพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งเห็นชัดเจนถึง “พลังดูด” หลัง “ปิดคอก” การย้ายพรรควันสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ปรากฏว่ามีอดีต ส.ส. และนักการเมืองย้ายเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐจำนวนมาก โดยพรรคประชาธิปัตย์มีตัวเลขเบื้องต้นระบุว่ามีประมาณ 20 คนที่ย้ายไปซบพรรคพลังประชารัฐ และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่แม้ส่วนใหญ่ถ่ายเลือดไปพรรคไทยรักษาชาติ แต่ก็มีจำนวนมากเช่นกันที่ย้ายไปเข้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับคำถามว่าทำไมอดีต ส.ส. และนักการเมืองพรรคต่างๆจึงย้ายเข้าพรรคพลังประชารัฐ นักการเมืองหลายคนยอมรับว่าไม่ใช่แค่การให้เงินทุนก้อนใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีการใช้เรื่องคดีความมาบีบอีกด้วย ซึ่งตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 นักการเมืองและประชาชนที่เห็นต่างจำนวนมากถูกไล่ล่าและตั้งข้อหาต่างๆ แม้แต่นิสิตนักศึกษาที่ออกมาแสดงความเห็นอย่างสงบก็ถูกจับกุมและดำเนินคดี บางคนก็ถูกจำคุก เช่น “ไผ่ ดาวดิน” หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา กับเพื่อนนักศึกษา ที่จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และชุมนุมในวันครบรอบ 1 ปีของการรัฐประหาร

“สมชัย” เตือน “ติดคุก-ยุบพรรค”

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ค (27 พฤศจิกายน) เตือนผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคว่า มีสื่อมวลชนสอบถามมายังผม (ราวกับเป็นคนร่าง กม.) ว่าลุงคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดๆ หากพรรคการเมืองเห็นว่าเหมาะสมจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

ผมตอบไปทันทีว่าได้ (อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 และ 89) เพราะกฎหมายกำหนดเพียงเงื่อนไขดังนี้ 1.พรรคเสนอชื่อนายกรัฐมตรีได้ 1-3 ชื่อ หรือไม่เสนอเลยก็ได้ 2.การเสนอต้องเสนอก่อนวันปิดรับสมัคร (ยังมีเวลาให้ลุงตัดสินใจอีกเยอะ) 3.หากลุงจะรับ รับได้เพียงพรรคเดียว โดยต้องมีหนังสือยินยอม 4.ลุงต้องพลิกกฎหมายไปมาหลายมาตราหน่อยว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามต่างๆที่เขากำหนดไว้

ดังนั้น แปลว่าที่เขาตื่นเต้นกันว่าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ต้องรีบสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันนั้น ลุงสบายใจได้ นอนเกาพุงอยู่บ้านไปก่อน ส่วนพรรคการเมืองใดที่อยากได้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีอาจต้องพึงสังวรไว้สัก 2 อย่างคือ อย่างแรก จะโดนปรามาสไปตลอดการหาเสียงว่าพรรคนี้ขาดแล้วซึ่งสมาชิกที่มีความสามารถ ต้องไปประเคนตำแหน่งให้คนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคตัวเอง

อีกอย่างคือ อีตาลุงคนนอกนั้นห้ามปริปากใดๆตลอดฤดูกาลหาเสียง เพราะมาตรา 29 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองเขียนไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

ในขณะเดียวกันมาตรา 28 ก็กำหนดข้อห้ามไว้อย่างน่าฟังว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

มาตรา 29 ติดคุก มาตรา 28 ยุบพรรคครับ ยอมเสียเงิน 50 บาท สมัครสมาชิกดีกว่าครับลุง สมัครได้เรื่อยๆถึงก่อนวันปิดรับสมัคร ส.ส.

ชม “โอ๊ค” ไม่เป็นอีแอบการเมือง

นอกจากนี้นายสมชัยยังโพสต์เฟซบุ๊ค (26 พฤศจิกายน) กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยท่ามกลางกระแสพรรคจะถูกยุบว่า

“สมชัยถึงพานทองแท้ ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เคยตอบโต้กันบ้างผ่านสื่อ เขาหยิกมา ผมหยิกกลับ เขาด่ามา ผมก็ด่าไป ตามสไตล์เจ็บๆคันๆ เดิมเวลาเขาโพสต์เฟซบุ๊คผมยังนึกเหมือนหลายคนว่าเขาอาจจะไม่ได้โพสต์เอง น่าจะเป็นประสาคนมีเงินจ้างคนทำได้

วันนี้เขาโพสต์ถึงการคลี่คลายของชีวิตที่ต้องเดินหน้าเข้าสู่การเมือง เพราะไม่เล่นการเมือง การเมืองก็เล่นงานเขาและครอบครัวจนย่ำแย่ การเดินหน้าของเขาจึงเป็นเรื่องการแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ได้รับและเห็นถึงเจตนาในการเปลี่ยนแปลง คนมีเงินมาลงการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลก ดีเสียอีกที่เปิดหน้าเล่น ดีกว่าอีกมากที่แอบหนุนหลัง สนับสนุนทุกฝ่ายที่คาดว่าจะมีอำนาจเพื่อปกป้องธุรกิจของตัวเอง การเล่นการเมืองแบบเปิดหน้าจึงหมายถึงความกล้าหาญ กล้าแสดงตัว และพร้อมที่จะถูกวิจารณ์ตรวจสอบ ขอสนับสนุนและให้กำลังใจ ขอให้การทำงานการเมืองประสบความสำเร็จครับ

ไม่มี ม.44 จะทุลักทุเลขนาดไหน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่จะเข้าไปนั่งในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองว่า เป็นช่องทางที่ตัวนายกรัฐมนตรีต้องการจะดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งได้เขียนรัฐธรรมนูญไว้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็นคนนอกก็ได้นั่นเอง

“เมื่อเข้ามาแล้ว เมื่อลุยโคลนก็ต้องเปื้อนโคลน หมายความว่ารวมเอานักการเมืองสารพัดแบบเข้าไปอยู่ด้วยกัน เพียงแต่หวังว่าจะให้เป็นพรรคเพื่อสนับสนุนตนเองเป็นนายกฯ ตนเองก็จะต้องรับผิดชอบทางการเมือง จากนี้ไปพอปลดล็อก พอไม่มีมาตรา 44 เราก็จะได้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทุลักทุเลขนาดไหน จะสึกหรอขนาดไหนอย่างรวดเร็ว เพราะว่าสิ่งที่ทำอยู่ตรงข้ามกับสิ่งที่โฆษณามาตลอด 4-5 ปี เป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับที่พูดตลอด”

นายจาตุรนต์เชื่อว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นประชาชนจะให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล เพราะการเมืองไทยได้พัฒนามาไกล คนได้รู้จักพรรคการเมือง นโยบายของพรรคการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองที่สร้างขึ้นมาในลักษณะเช่นนี้ ประชาชนจะเห็นชัดว่าเมื่อเลือกพรรคการเมืองแบบนี้ประเทศก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นตลอด 4-5 ปี เชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะถึงประชาชนจะแบ่งการตัดสินใจเป็น 2 ทางคือ ฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์และฝ่ายที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

ย้ายขั้วอย่าอ้างสู้เพื่อประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงแกนนำคนเสื้อแดงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐว่า ถ้าตัดสินใจไปอยู่กับพรรคที่มีแนวทางสืบทอดอำนาจเผด็จการขอให้ไปดี ไม่มีการด่าทอหรือโกรธเคือง แต่อยากให้นึกถึงหัวใจที่ต่อสู้มาด้วยกัน ให้เคารพความรู้สึกที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา และอย่าใช้สถานะแกนนำ นปช. หรืออย่าเอ่ยอ้างการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันที่ไปยืนเคียงข้างเผด็จการ ขอให้เชื่อมั่นว่าพลังผู้รักประชาธิปไตยยังมีอยู่ จะพ่ายแพ้หรือชนะการเลือกตั้งไม่ทราบ แต่ยืนยันได้ว่าจะซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยจนลมหายใจสุดท้าย เพื่อปฏิเสธการสืบทอดอำนาจเผด็จการ

“มาร์ค” ถามปฏิรูปตรงไหน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสาเหตุที่อดีต ส.ส. จำนวนมากย้ายพรรคว่า ในมุมมองนักการเมืองต้องปลอดภัยไว้ก่อน ที่อดีต ส.ส. หลายพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยย้ายไปสมัครพรรคพลังประชารัฐจำนวนมาก มองจากที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ย้ายออกไป เพราะได้รับข้อเสนอแทบทุกเรื่อง อาทิ 1.เรื่องเงิน 2.โครงการของรัฐเข้าพื้นที่ 3.นำเขตเลือกตั้งมาต่อรอง 4.นำคดีความมาต่อรอง

สิ่งที่ตนยอมรับได้ยากก็คือ ใครบอกจะมาปฏิรูปการเมือง จะมาทำการเมืองให้ดีขึ้น สุดท้ายพฤติกรรมที่ทำอยู่ขณะนี้ไม่ได้ดีกว่าเดิม ซ้ำร้ายหลายกรณีแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก อยากถามพรรคพลังประชารัฐว่าคุณรับทุกคนเลยหรือไม่ นักการเมืองที่เคยกล่าวหาว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ศาลตัดสินว่ามีความผิดแล้ว แต่วันนี้อยากได้กำลังของเขาทางการเมืองก็รับเขาแล้ว ยังมองไม่ค่อยออกว่ามันแตกต่างกันอย่างไรระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่ที่ย้ายเข้าไป หากนำคนที่ย้ายพรรคมาถ่ายรูปหมู่เทียบกับรูปหมู่เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เปลี่ยนแค่หัวข้างบน จะเชื่อหรือไม่ว่าการเมืองเปลี่ยนแปลง เชื่อหรือไม่ว่าคือการต่อสู้กับสิ่งที่บอกสังคมว่าน่าจะถูกขจัดออกไป

นิด้าโพล “เจ๊หน่อย” แซง “ลุงตู่”

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพลเรื่อง “ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ตามกฎหมายการเลือกตั้ง (ครั้งที่ 5)” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง ปรากฏว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากการสำรวจล่าสุดปรากฏว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) ได้มากที่สุด ร้อยละ 25.16 รองลงมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) ร้อยละ 24.05 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) ร้อยละ 14.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 11.67 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย) ร้อยละ 6.90

ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เข้ามาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากที่สุดนั้น ร้อยละ 61.67 ต้องการพรรคการเมืองพรรคใหม่ๆ เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีคนใหม่ๆ นโยบายใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ เข้ามาบริหารและพัฒนาประเทศ และร้อยละ 38.33 เลือกพรรคการเมืองพรรคเก่า เพราะมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ชอบการบริหารงานแบบเก่าๆ บริหารงานดีอยู่แล้ว การทำงานมีระบบ เคยเห็นผลงานมาแล้ว มั่นใจในผลงาน รู้จักและคุ้นเคยกับประชาชนเป็นอย่างดี มีความเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าพรรคการเมืองพรรคใหม่

รังสิตโพล “ประยุทธ์” นำโด่ง

ขณะที่ผลการสำรวจครั้งที่ 4 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ของวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สำรวจความเห็นประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า 1.พล.อ.ประยุทธ์ 27.06% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ 18.16% 3.นายอภิสิทธิ์ 15.55% 4.นายธนาธร 9.68% และ 5.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2.26%

ทั้งระบุว่าจากผลการสำรวจ 4 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า “พรรคทักษิณ” (ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย) มาถึงจุดที่กำลังตกต่ำเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ส่วนพรรคพลังประชารัฐกำลังมีอำนาจทางการเมืองและมีนโยบายด้านมหภาคและจุลภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายบัตรคนจน ซึ่งมีขอบเขตการให้ประโยชน์แก่คนจนอย่างกว้างขวาง โดยรวมเอานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคผนวกรวมเข้ากับนโยบายอื่นๆ เช่น เบี้ยคนชรา ค่าโดยสารสำหรับผู้ป่วย ฯลฯ และพบว่าเป็นนโยบายที่เอาชนะใจกลุ่มคนจนจำนวน 11 ล้านคนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ตู่” เมินนิด้าโพลตาม “เจ๊หน่อย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงนิด้าโพลที่คะแนนตามหลังคุณหญิงสุดารัตน์ว่า วันนี้มีโพลจำนวนมาก วิธีการทำโพลทุกสำนักมีจุดมุ่งหมายด้วยกันทั้งสิ้นว่าอยากให้คำตอบออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและการตั้งคำถาม สิ่งที่ได้มานั้นจะใช่หรือไม่ยังไม่รู้ เพราะไม่อาจหยั่งรู้จิตใจของประชาชนทุกคนได้ แต่ผลโพลไม่ใช่ความเห็นของคนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ การสำรวจความเห็นของคน 1,000-2,000 คนไม่ได้อะไร วันข้างหน้าผลโพลผิดทุกครั้งไป ต้องไปดูเป้าหมายว่าทำโพลเพื่ออะไร จากใคร จากไหน บางครั้งก็มีอะไรอยู่เบื้องหลัง จึงไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะเชื่อมั่นในประชาชน วันนี้ประชาชนเรียนรู้มาก อย่าใช้วิธีการเหมือนเดิมจนทำให้ประชาชนเกิดความไม่เข้าใจ

ขณะที่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่เคยสำรวจความคิดเห็นประชาชนแบบนิด้าโพลว่า ไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะไม่ได้เล่นการเมือง ไม่รู้จะวัดกระแสทำไม หากจะทำก็ควรวัดกระแสว่าจะมีเรื่องความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกหรือไม่จะดีกว่า จะไปวัดเรื่องการเมืองทำไม และ คสช. ไปเกี่ยวอะไร

การเมืองหลังปลดล็อก

ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งและกระแสประชาธิปไตยที่กำลังมาแรง ประเด็นที่ต้องจับตาคือการปลดล็อกพรรคการเมือง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. จะประชุมร่วมกับพรรคการเมืองวันที่ 7 ธันวาคม เพื่อรับฟังความคิดเห็นให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมหลังจากประกาศ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง ส.ส. โดยวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ประชุม คสช. ได้ประเมินสถานการณ์และยืนยันว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งมีรายงานข่าวว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ และปลดล็อกพรรคการเมืองให้ทำกิจกรรมได้ และคาดว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 ธันวาคม และวันที่ 28 ธันวาคม กกต. จะประกาศวันเลือกตั้ง พร้อมประกาศเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม และเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

แต่ก็ยังมีคำถามว่า คสช. จะปลดล็อกอย่างไร ซึ่งมีกระแสข่าวว่า คสช. จะแค่ “คลายล็อก” ไม่ใช่การ “ปลดล็อก 100%” ยังมีเงื่อนไขในการหาเสียงของพรรคการเมืองโดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะพิสดารกว่าทุกครั้ง เพราะการประกาศผลการเลือกตั้งอาจนานถึง 2 เดือนหลังเลือกตั้ง ยิ่งทำให้มีคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม และอาจมี “อภินิหารทางกฎหมาย” ได้ หากคะแนนพรรคฝ่ายสนับสนุน “ระบอบ คสช.” ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

“เก้าอี้นายกฯ” คุยกันมาก่อนแล้ว?

ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์และนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ยืนหยัดในอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยเคารพในข้อจำกัดและการเลือกเส้นทางชีวิตทางการเมืองของอดีต ส.ส. ที่ย้ายพรรค ทำให้การเลือกตั้งยิ่งน่าสนใจ เพราะฝ่ายสนับสนุน “ระบอบ คสช.” ก็ประกาศสนับสนุน “ผู้นำตู่” หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ขนาด “ป้อม” ยืมนาฬิกาเพื่อน ยังยอมรับเต็มปากเต็มคำว่าอยากให้ “ตู่”  เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเพื่อจะได้ทำงานที่ทำมา 4 ปีให้เสร็จ

ประเด็นสำคัญคือ “ตู่” จะกลับมามีอำนาจในรูปแบบใด จะยอมรับเป็นหนึ่งในบัญชีพรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือเข้ามาในฐานะ “นายกฯคนนอก” ก็ย่อมต้องมีคำถามถึง “ความสง่างาม” ทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกจับตามองว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญให้ “ตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่ แม้นายอภิสิทธิ์จะประกาศจุดยืนว่าไม่เอารัฐบาลสืบทอดอำนาจ แต่อดีตที่เคยได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการจัดตั้งในค่ายทหารก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกทางเดินใดกันแน่  ซึ่ง น.ส.วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดังที่ล้วงลึกข่าวสายทหารมากกว่าใครๆ ยังได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “หาเรื่องฯ” กับพิธีกรเจาะข่าวตื้นสุดกวน นายจอห์น วิญญู โดย น.ส.วาสนาได้พูดฟันธงอย่างสบายๆว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลประยุทธ์อย่างแน่นอน โดยวิเคราะห์ว่า “เรื่องแบบนี้เขาต้องคุยกันมาก่อนแล้ว”

ได้เวลา “ซานต้า เขียว”ไม่ต้องยึดมารยาทเป๊ะ!

เส้นทางการเมืองและการกลับคืนสู่อำนาจของ “ตู่” วันนี้ ค่อยๆฉายภาพชัดว่า ต้องการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากการเลือกตั้งเพียง 126 เสียงเท่านั้น เพื่อบวกกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากการลากตั้งอีก 250 เสียงที่ตั้งรอไว้อยู่ก่อนแล้ว แถมยังมีอายุยืนยาวควบไปถึงรัฐบาลสมัยที่สองเลยด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกันก็ยังตั้งเป้าไว้ให้พรรคที่สนับสนุนตนเองอย่างแน่นอนแล้วอย่าง “พลังประชารัฐ” ว่าจะต้องได้คะแนนเสียงสูงที่สุด เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าจะขอเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่พรรคเดิมและพรรคเก่าแก่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้คะแนนเสียงจากกติกาการเลือกตั้งใหม่ด้วยจำนวน ส.ส. ที่ลดลง รวมถึงการแตกตัวของพรรคเพื่อไทยไปเป็นพรรคพี่พรรคน้องต่างๆ ย่อมทำให้แต่ละพรรคในชื่อใหม่มีคะแนนเสียงลดลง ถึงแม้ว่าจะรวมกันแล้วมากขึ้น แต่ก็อาจถูกอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมและไม่เป็นไปตามประเพณีทางการเมืองที่ว่าควรจะต้องให้ “พรรคที่มีคะแนนเสียงสูงที่สุด” จัดตั้งรัฐบาลก่อน

ถ้าเป็นเช่นนั้นชื่อของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐอาจเป็นพรรคแกนนำที่ได้ ส.ส. มากที่สุดเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ก็ได้ มหกรรมการ “เคาะกะลา” ก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาพูดเรื่อง “ไม่ต้องยึดมารยาทเป๊ะ” เพราะในความจริงแล้วกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “ประเทศไทย” ไม่ได้มีแล้วกับคำว่า “มารยาททางการเมือง”

“ซานตาคลอส” ชุดแดงตัวจริงจะมาแจกของขวัญให้กับเด็กๆในวันคริสต์มาสอีฟ แต่สำหรับ “ซานตาเขียว” ถือกระบองยักษ์ เขาออกปฏิบัติการทั้งแจกทั้งดูดกันทุกคืนทุกวันมานานแล้ว!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem