วันพฤหัสที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

ไม่มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง มีแต่..ชงเอง กินเอง

On January 31, 2019

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

 (โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่  1-8 กุมภาพันธ์  2562)

การยื่นใบลาออกของ 4 รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐเมื่อวันที่ 29 มกราคมคือ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และเลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีและโฆษกพรรค ไม่ได้สร้างความประหลาดใจนัก เพราะทั้ง 4 คนถูกกดดันให้ลาออกนานแล้ว

นายสนธิรัตน์บอกว่า การลาออกมาเล่นการเมืองเต็มตัวยังไม่เคยมีรัฐมนตรีคนใดลาออกหลัง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ส.ประกาศใช้ ซึ่งพวกตนรับแรงกดดันด้วยความอดทน เพราะส่วนใหญ่เป็นคำวิจารณ์ทางการเมืองที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการ “เราไม่ใช้ความได้เปรียบทางการเมืองมาหาประโยชน์ให้ตัวเอง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง”

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีเสียงเรียกร้องให้ลาออกหากรับเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนายอุตตมบอกว่าจะประกาศบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคภายในวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ แม้จะมีกระแสข่าวว่าอาจประกาศในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ก็ตาม

ประเด็นสำคัญไม่ว่าจะเลือกเข้าสู่การเมืองเต็มตัวในฐานะนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ หรือรอเสียบ “นายกฯคนนอก” พล.อ.ประยุทธ์ยังมีอำนาจเต็มในฐานะรัฐบาลทหาร รวมถึงมาตรา 44 ที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการอย่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

แบะท่านายกฯบัญชีรายชื่อพรรค

พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดเจนถึงการตัดสินใจทางการเมือง (29 มกราคม) หลังการประชุม ครม. ว่า ถ้าจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อก็จะอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และจะไม่ลาออกทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่ก็จะต้องระมัดระวังตัวเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนขั้นแรกแล้ว ดูนโยบายต่างๆว่าจะมีปัญหากับการเป็นนายกฯหรือไม่

“ถ้าอยู่คือต้องอยู่ในบัญชีนายกฯ เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวจะไปบอกว่าจะเป็นนายกฯคนในคนนอกวุ่นวายไปหมด ถ้าอยู่ก็อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ”

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงตำแหน่งหัวหน้า คสช.ว่า “คสช. เขาต้องอยู่ถึงเมื่อไร อยู่จนถึงมีรัฐบาลใหม่ใช่หรือไม่ เมื่อรู้แล้วก็ตามนั้น อย่ามาถามซ้ำ ส่วนการหารือกับฝ่ายกฎหมายและ กกต. เดี๋ยวเขาก็จะหารือในวันนี้พรุ่งนี้ จะรีบร้อนไปไหน”

บรรทัดฐานระบอบเผด็จการ

การกดดันให้ 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐลาออก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันไม่ลาออก เป็นคนละเรื่องคนละมาตรฐานกับที่นายสนธิรัตน์อวดอ้างว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ที่บอกว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยนิยม” ให้ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน มีอำนาจเลือกนายกฯคนนอกและควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ต้องทำตามกรอบที่ คสช. กำหนดไว้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึง 4 รัฐมนตรีลาออกว่า เป็นเรื่องดี เพราะจะลดความเสี่ยงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เพราะการมีอำนาจในรัฐบาลสามารถให้คุณให้โทษกับผู้อื่นได้ แม้ความจริงทั้ง 4 คนไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งก็ได้หากรัฐบาล คสช. ดำรงสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงเลือกตั้งเหมือนรัฐบาลปรกติ

นายจาตุรนต์ยังกล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯในบัญชีของพรรค พล.อ.ประยุทธ์ยังมีอำนาจเต็มและสามารถสร้างความได้เปรียบหรือเอื้อประโยชน์ให้พรรคพลังประชารัฐได้ แค่ชื่อพรรคคล้ายนโยบายของรัฐบาล คสช. ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบมาตั้งแต่ต้น และจะยังอยู่ในสถานะได้เปรียบต่อไป พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจะไม่ใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งหรือเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งหลักประกันที่จะยอมรับได้คือเป็นรัฐบาลรักษาการเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งก็ต้องแสดงออกว่าจะดำรงตำแหน่งอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม เช่น ในฐานะหัวหน้า คสช. ซึ่งที่ผ่านมาเคยใช้อำนาจปลดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอนุญาตให้แบ่งเขตเลือกตั้งโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น หากประสงค์จะเข้าสู่การเลือกตั้งต้องทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะไม่มีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงต้องยอมรับกติกา วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลาออกจากหัวหน้า คสช. หรือไม่ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของ พล.อ.ประยุทธ์เอง

“อาทิตย์” คว่ำบาตร “ลุงตู่-พปชร.”

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์อ้างรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ลาออกทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เท่ากับไม่สนเสียงครหานินทาเรื่องความสง่างามทางการเมือง ซึ่งต้องเชื่อมั่นว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อแน่นอน เพราะระบบเลือกตั้งแบบแบ่งสันปันส่วนที่ “เนติบริกร” คิดค้นขึ้นมาแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะชนะเสียงข้างมากหรือมากกว่า 200 เสียงขึ้นไป

หากพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมาก หรือพรรคการเมืองใหญ่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็หมายความว่าการเลือกตั้งจะต้องพลิกล็อกแบบถล่มทลาย คือประชาชนรวมพลังไม่เอาพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ยก 8 เหตุผลที่ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีก เพราะไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ เอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ ทั้งยังใช้งบประมาณแผ่นดินในการสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเองและพรรคการเมืองฝ่ายตน ล่าสุดโลกออนไลน์ก็ร้อนระอุอีกครั้งเมื่อ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ โพสต์เฟซบุ๊ค Arthit Ourairat ข้อความสั้นๆ 2 ครั้ง (27 มกราคม) ว่า “ขอเรียกร้องเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้รักชาติ พระมหากษัตริย์ และประชาชนทั้งหลายคว่ำบาตรพรรคพลังประชารัฐและพลเอกประยุทธ์ในการเลือกตั้ง” และ “กเฬวรากพรรคการเมืองของมาเฟียและทาสรับใช้นายทุน เพื่อแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ของประชาชน”

ดร.อาทิตย์ยังโพสต์เฟซบุ๊ค (26 มกราคม) ระบุว่า “5 ปีแห่งความทุกข์ระทมของประชาชน 5 ปีแห่งความหายนะของชาติบ้านเมือง” โดยออกตัวว่า ผมไม่ได้เขียนเอง ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่อ่านแล้วจริงทุกเรื่อง บอกได้คำเดียวว่าหนักกว่านักการเมืองอาชีพ ชาตินี้คงจะหาผู้นำที่สร้างความบรรลัยให้ชาติบ้านเมืองมากเท่า “ลุง” คนนี้ไม่มีอีกแล้ว โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัวและนายทุนน่าเกลียดจริงๆ

-ที่ดินรถไฟมักกะสัน ปอดของกรุงเทพฯที่ ร.5 ท่านประทานไว้เป็นสาธารณประโยชน์กับคนไทย ก็ใส่พานประเคนให้เจ้าสัว (…)

-ยกที่ดินยาสูบให้นายทุนไปทำอสังหาฯ และยังปรับภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไทย ทำให้บุหรี่ไทยแพงขึ้นเทียบเท่าบุหรี่นอก คนก็เลยหันไปสูบบุหรี่นอก ทำให้โรงงานยาสูบที่เคยกำไรหมื่นล้านกลายเป็นขาดทุนหลายพันล้าน

-ให้เจ้าสัว (…) ต่อสัญญาเช่าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โดยไม่ต้องประมูลแข่งขัน และแก้ไขสัญญาเช่าจาก 25 ปี เป็น 50 ปี

-ให้ต่างชาติ+นายทุนเช่าที่รัฐ 99 ปี ประชาชนไม่เห็นด้วยก็เปลี่ยนเป็นให้เช่า 50 ปี ต่อสัญญาได้อีก 49 ปี สรุปคือให้เช่า 99 ปี

-เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด (นิคมอุตสาหกรรม) บางพื้นที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม บางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ นิคมอุตสาหกรรมสกปรกอันตรายแค่ไหนก็ดูมาบตาพุดเป็นตัวอย่าง

สารพัดค่าโง่

-ยกที่สาธารณะ ที่ป่า รวมถึงไล่ยึดที่ดินทำกินชาวบ้านไปยกให้นายทุนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ

-ให้ต่างชาติซื้อที่ดินใน 13 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ไม่อั้น

-โครงการ EEC เอื้อประโยชน์สุดๆให้ต่างชาติและนายทุน ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 13 ปี/ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17% ต่ำสุดในอาเซียน/ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ/ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัย/ อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน/ ให้สิทธิการเช่าที่ดินรัฐถึง 50 ปี และสามารถพิจารณาต่ออายุอีก 49 ปี/ วีซ่าทำงาน 5 ปี

-มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราชและบางใหญ่-กาญจนบุรี ใช้เงินภาษีประชาชนสร้าง 1.4 แสนล้าน แต่ไม่มีปัญญาทำด่านเก็บเงิน ต้องให้เอกชนมาสัมปทานเป็นผู้ทำด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง โดยรัฐจ่ายค่าจ้างให้เอกชนปีละ 2,000 ล้าน สัญญา 30 ปี รวยแบบง่ายๆไม่ต้องมีความเสี่ยงใดๆ

-ดึงโครงการทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์และบางนา-ชลบุรีเข้ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์เอื้อประโยชน์ให้นายทุนรวย

-ค่าโง่คลองด่านคดียังไม่สิ้นสุด แต่รีบจ่ายงวดแรกไป สุดท้ายศาลตัดสินว่าไม่ต้องจ่ายค่าโง่ แต่ค่าโง่งวดแรกที่จ่ายไปก็ไม่ยอมทวงคืน

-ส่อแววล้มมวยเรื่องค่าโง่เหมืองทองคำที่ถูกบริษัทคิงส์เกตจากออสเตรเลียฟ้องร้อง เพราะคิงส์เกตเคยติดสินบนรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและข้าราชการระดับสูงของไทยในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์จำนวน 3,000 ล้าน โดยตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียส่งหลักฐานการโอนเงินมาให้ กลต.ไทย และได้ส่งต่อมาให้ ป.ป.ช. อีกทีในปี 2558 แทนที่รัฐบาลจะเร่งรีบตรวจสอบเอาผิดเพื่อนำมาใช้ต่อสู้คดีถูกฟ้องเรียกค่าโง่ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าโง่ กลับดองเรื่องเงียบ ไม่เคยพูดถึงสักแอะ ส่อเจตนาจริงๆ

-เบื้องหน้าสั่งปิดเหมืองทอง แต่เบื้องหลังยังเดินหน้า มีการไล่ยึดที่ดินชาวบ้านไปยกให้นายทุนทำเหมืองทอง

-เอาเงินสำรองระหว่างประเทศไปเล่นหุ้น

-ข้าวดีตีเป็นข้าวเสื่อมราคาแล้วขายถูกเอื้อประโยชน์นายทุน

-ขายเหมาเข่ง 11 รัฐวิสาหกิจสมบัติของชาติ โดยใช้แผนตบตาคนไทยด้วยการตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจ อ้างให้รัฐดูแล แต่เปิดทางให้นายทุนเข้ามาถือครอง

ไล่ยึดที่ดินชาวบ้าน

-ปลดล็อกผังเมืองเอื้อนายทุน โครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม-ชุมชนไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

-ผ่าน พ.ร.บ.แร่เอื้อนายทุน ทีนี้ประทานบัตรเหมืองแร่ไปทับที่ดินชาวบ้านคนไหน เจ้าของที่ดินก็จะกลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินตนเอง

-ไล่ยึดที่ดินทำกินชาวบ้านที่อยู่ทำกินมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษเพื่อไปยกให้นายทุนทำเหมืองแร่ ชาวบ้านคนไหนไม่ยอมก็ฟ้องเอา มีติดคุกไปหลายราย ผู้สูงวัยทั้งนั้น

-เดินหน้ายัดเยียดเหมืองโปแตชทำลายเกษตรกรรมที่ภาคอีสานเอื้อนายทุน

-ยัดเยียดการสร้างเขื่อนวังหีบ จ.นครศรีธรรมราช และแอบอ้างว่าเป็นโครงการพระราชดำริในหลวง ร.9 เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ทั้งที่ในหลวงไม่เคยยัดเยียดโครงการใดๆถ้าหากประชาชนไม่ต้องการ (โครงการนี้มีประชาชนทูลขอพระราชทาน ในหลวงท่านจึงได้ให้หน่วยงานรับผิดชอบไปศึกษาโครงการ แต่สรุปแล้วไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์ และยังไปทำลายป่าลุ่มน้ำชั้น 1 โครงการจึงล้มเลิกไป แต่ถูกดันโครงการอีกครั้งในรัฐบาลนี้และยังมีการแอบอ้างว่าเป็นโครงการของในหลวง

-เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกหลายจังหวัดเอื้อประโยชน์นายทุนเหมืองถ่านหิน ทั้งที่ทั่วโลกทยอยยกเลิก เพราะสกปรก มีมลพิษ อันตราย

พลังงานฉาวแล้วฉาวอีก

-ยัดเยียดการขุดเจาะปิโตรเลียมที่บ้านนามูล ต.ดูนสาด จ.ขอนแก่น เอื้อนายทุนบริษัทน้ำมัน มีชาวบ้านคัดค้านก็ส่งฝ่ายปกครองไปข่มขู่ให้ยินยอม

-เชฟรอนโกงภาษี 3,000 ล้าน แทนที่จะไล่กลับอเมริกา กลับใจดีต่อสัมปทานให้แหล่งทานตะวันในอ่าวไทยของเชฟรอนไปอีก 10 ปี ที่สุดอุบาทว์คือ คิดค่าลงนามต่ออายุสัมปทานแค่ 15 ล้านบาท และส่วนแบ่งจากการขายเพียง 1% จากมูลค่าปิโตรเลียมของแหล่งนี้ 3-5 แสนล้านบาท (แหล่งนี้ขุดน้ำมันดิบมูลค่า 40 ล้านบาท/วัน ขุดวันเดียวก็ได้เงินมากกว่าที่จ่ายค่าลงนามต่อสัญญากับรัฐกว่าเท่าตัวแล้ว และแหล่งนี้ยังมีก๊าซธรรมชาติอีกมาก)

-เชฟรอนเจตนาสำแดงใบขนน้ำมันปลอดภาษีเท็จซ้ำซาก ผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน ก็อุ้ม ไม่เอาผิด และยังให้ร่วมประมูลสัมปทาน

-ส่วนกรณีนี้ยิ่งหนัก 7 บริษัทน้ำมันทำผิดกฎหมาย ลักลอบขุดน้ำมันในที่ ส.ป.ก. ศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้เลิกขุด แต่นอกจาก คสช. จะไม่เอาผิดแล้ว ยังใช้ ม.44 ล้างผิดให้ และแก้กฎหมาย ส.ป.ก. อนุญาตให้เอกชนขุดน้ำมันในที่ ส.ป.ก. ต่อไปได้ ขนาดคำสั่งศาลยังไร้ความหมาย แล้วบ้านนี้เมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร

-มีก๊าซ มีน้ำมันเต็มแผ่นดิน แทนที่จะขุดเองเพื่อให้รายได้เข้ารัฐเต็มๆ ไม่ต้องไปแบ่งให้ใคร ก็ไปแจกสัมปทานให้ต่างชาติรวย

-แจกสัมปทานปิโตรเลียมโดยเลือกระบบที่รัฐเสียประโยชน์ ระบบจ้างผลิตที่รัฐได้ประโยชน์ 80-90% ไม่เอา แต่เลือกระบบ PSC (จำแลง) ที่ได้ส่วนแบ่งแค่ 30%

-แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมให้ไทยตกเป็นทาสบริษัทน้ำมันต่างชาติหนักข้อขึ้นกว่าเดิม

-แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ลดการจัดเก็บภาษีรายได้จากบริษัทน้ำมันผู้สัมปทาน จากเดิมเก็บอยู่ 50% ก็ลดเหลือ 20%

-ก่อน คสช. เข้ามา เก็บภาษีรายได้จากผู้สัมปทานปิโตรเลียมได้ราว 1 แสนล้านบาท/ปี ปัจจุบันเก็บแค่ไม่ถึง 4 หมื่นล้านบาท/ปี

-ขูดรีดภาษีน้ำมันประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตกว่าทุกรัฐบาล

-ก่อน คสช. เข้ามา เก็บภาษีน้ำมันประชาชนอยู่ราว 6 หมื่นล้านบาท/ปี ปัจจุบันเก็บ 2.2 แสนล้านบาท/ปี

-ขึ้นราคาก๊าซ LPG อย่างบ้าคลั่ง ขึ้นมากที่สุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านๆมาชนิดทิ้งไม่เห็นฝุ่น

-ขึ้นลงราคาน้ำมันไม่เป็นธรรมกับประชาชน ตลาดโลกขึ้น น้ำมันไทยรีบขึ้นราคาตาม ตลาดโลกลดลง น้ำมันไทยไม่ค่อยจะลงตาม และหลายครั้งขึ้นราคาสวนทางตลาดโลกแบบหน้าด้านๆ และตอนขึ้น 50 สตางค์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนตอนลง 20-40 สตางค์เป็นส่วนใหญ่ ขึ้นลงลักษณะนี้จนประชาชนด่าจนหมดคำด่าไปแล้ว

-แยกธุรกิจค้าน้ำมันออกจาก ปตท. ไปยกให้นายทุน

-ขายหุ้นโรงกลั่นบางจากที่ ปตท. ถือหุ้นอยู่ให้กลุ่มทุน

-ขายหุ้นโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม (SPRC) ที่ ปตท. ถือหุ้นอยู่ให้นายทุน

-ปตท. โกงท่อก๊าซก็ไม่ยอมทวงคืน

-แยกท่อก๊าซออกจาก ปตท. ไปให้นายทุน

-อุ้มธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. ด้วยการยกเลิกเก็บเงินภาคปิโตรเคมีเข้ากองทุนน้ำมัน ทั้งที่เดิมเขาก็จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันน้อยกว่าประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ทุกวันนี้ภาคปิโตรเคมีไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันสักบาท ทั้งที่ใช้ก๊าซ LPG มากกว่าใคร ใช้มากกว่าภาคครัวเรือนที่คนไทยใช้หุงต้มกันทั้งประเทศอีก

ยอมเป็นเบี้ยล่างเขมร

-เขมรบุกยึดที่นาคนไทยที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็ไม่ขับไล่ออกไป แถมให้คนของรัฐไปกล่อมชาวบ้านให้แบ่งที่ให้เขมร อ้างเพื่อความสัมพันธ์ (น่าจับไปตัดคอทิ้งจริงๆ)

-ปล่อยเขมรสร้างอนุสาวรีย์บนพื้นที่ทับซ้อนที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ละเมิดข้อตกลงไทย-เขมรที่ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ทับซ้อน

-ปล่อยเขมรเอาหลักเขตมาปักบนปราสาทตาเมือน จ.สุรินทร์ คนไทยรักชาติจะถอนออกก็สั่งทหารใหญ่ที่ดูแลให้ล้อมลวดหนามเอาไว้ไม่ให้ถอนออก

-ปล่อยเขมรสร้างกาสิโนล้ำแดนที่ด่านช่องสายตะกู บุรีรัมย์ คุณวีระ สมความคิด จะไปตรวจสอบก็ถูกข่มขู่

-MOU43 เขียนสมัยชวน หลีกภัย รองรับแผนที่เขมร จะทำให้ไทยเสียดินแดนบนบกในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร และ MOU44 ที่เขียนสมัยทักษิณ ชินวัตร ไปรองรับไหล่ทวีปเขมร จะทำให้ไทยเสียพื้นที่ทางทะเลในบริเวณเกาะกูดที่มีน้ำมัน คสช. ก็กอดไว้เหนียวแน่น ไม่ยอมยกเลิก

-ปล่อยเขมรบุกยึดดินแดนอย่างง่ายดายในหลายพื้นที่ ไม่คิดปกป้องอธิปไตย แต่ช็อปอาวุธกระจาย ทั้งรถถัง เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ

แอบอ้างเบื้องบน

-ในหลวงเคยรับสั่งว่าทะเลบ้านเราตื้น ไม่เหมาะกับการมีเรือดำน้ำ แต่ลุงซื้อเรือดำน้ำจีน 3.6 หมื่นล้านหน้าตาเฉย ไม่เห็นในหลวงอยู่ในสายตา

-อ้างศาสตร์พระราชา อ้างเศรษฐกิจพอเพียง แอบอ้างในหลวง โหนพระองค์ท่านเรียกคะแนนนิยมให้ตัวเอง แต่ทำตรงข้าม ทั้งอุ้มทุน ทั้งใช้จ่ายเกินตัว ฟาดแต่เมกะโปรเจกต์วงเงินสูงๆ สร้างหนี้มากมายมหาศาล

รัฐธรรมนูญเปิดทางขายชาติ

-เขียนรัฐธรรมนูญเปิดทางขายชาติให้ทางสะดวก ม.190 เดิม เรื่องหนังสือสัญญา การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ที่ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยพยายามแก้ไขเพื่อให้ผ่านสภาง่ายๆ โดยเรื่องที่จ้องกันตาเป็นมันก็คือเรื่องของการตกลงแบ่งผลประโยชน์พลังงานบนพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกับเขมร แต่ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยแก้ไม่สำเร็จ เพราะถูกประชาชนรู้ทันคัดค้าน แต่สุดท้ายก็มาสำเร็จด้วยฝีมือลุงตู่ เพราะไปหลอกคนไทยว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง และห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติ โดยโยกไปแก้ที่ ม.178 เพื่อหลบหลีกสายตาคนไทย

-เขียนรัฐธรรมนูญ ม.146 ลิดรอนอำนาจพระมหากษัตริย์ จากเดิมที่ร่างพระราชบัญญัติใดๆ ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงไม่เห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อครบ 90 วันแล้วยังไม่พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ก็แก้ไขเป็นว่า ถ้าเสียง 2 ใน 3 ของสภาเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินั้น ให้นายกฯนำร่างพระราชบัญญัติทูลเกล้าฯอีกครั้ง ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือไม่พระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ก็ให้นายกฯนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศใช้ได้เสมือนว่าพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว (หลังรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติและได้นำทูลเกล้าฯ ก็ได้มีการตีกลับให้ไปแก้ไขในหมวดอำนาจพระมหากษัตริย์ ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับมาตรานี้หรือเปล่า เพราะนายกฯปิดปากเงียบ)

ฯลฯ

ดร.อาทิตย์สรุปท้ายว่า “ทุกเรื่องที่ว่าไปมาจากสื่อหลักๆ ผมเคยทำโพสต์และแชร์ออกไปแล้วทั้งนั้น นี่แค่เท่าที่จำได้นะ หรือถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็มาบอกไว้ในคอมเมนต์ได้ ผมจะนำมาใส่เพิ่มเติม”

ดัชนีโกงไทยรูดลงจาก 96 ไป 99

ข้อความของ ดร.อาทิตย์ที่โพสต์เฟซบุ๊คสอดคล้องกับผลการจัดทำดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลก (Corruption Perception Index – CPI) ประจำปี 2018 (2561) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International – TI)  ซึ่งเว็บไซต์บีบีซีไทยรายงาน (29 มกราคม) ปรากฏว่าประเทศไทยได้ 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ถูกลดอันดับลงจากอันดับที่ 96 เมื่อปี 2560 ซึ่งได้คะแนน 37 คะแนน เป็นอันดับที่ 99 ขณะที่ในปี 2559 ได้คะแนน 35 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101

จากการวิเคราะห์ของ TI พบว่า ยิ่งมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นมากเท่าใดก็ยิ่งก่อให้เกิดวิกฤตทางประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในประเทศที่โน้มเอียงไปในแนวทางของการมีผู้นำเผด็จการหรือประชานิยม

แพทริเซีย โมเรียรา ผู้อำนวยการทั่วไปของ TI ระบุว่า “คอร์รัปชันเป็นตัวทำลายประชาธิปไตยและนำไปสู่วงจรอุบาทว์ คอร์รัปชันบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตย และเมื่อสถาบันมีความอ่อนแอก็ไม่สามารถจัดการกับคอร์รัปชันได้”

ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลกในปีที่แล้วชี้ว่า 2 ใน 3 ของประเทศต่างๆทั่วโลกทำคะแนนได้ไม่ถึง 50 คะแนน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ 36 คะแนน ขณะที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 43

จากการวิเคราะห์ของ TI ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชันและความเป็นประชาธิปไตย โดยประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มที่จะทำคะแนน CPI ได้เฉลี่ยประมาณ 75 คะแนน ส่วนประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยต่ำจะทำคะแนนได้เฉลี่ยประมาณ 49 คะแนน และประเทศที่มีการปกครองแบบผสมโดยมีแนวโน้มไปทางเผด็จการมีคะแนนเฉลี่ยราว 35 ขณะที่ประเทศที่เป็นเผด็จการมีคะแนนต่ำที่สุดคือเฉลี่ยราว 30

ป.ป.ช. ชี้คะแนนลดจาก 3 ปัจจัย

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงคะแนนที่ TI จัดอันดับประเทศไทยว่า พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล ซึ่งไทยได้คะแนนเท่าเดิม 6 แหล่ง คะแนนลดลง 3 แหล่ง ได้แก่ 1.ด้านพัฒนาการจัดการสถาบันระหว่างประเทศ 2.ด้านการให้คำปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ และ 3.ด้านความหลากหลายของโครงการประชาธิปไตย ซึ่งพิจารณาจากการถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

นายวรวิทย์กล่าวถึงคะแนนที่ลดลงว่า น่าจะเป็นเพราะปีที่ผ่านมาสังคมโลกมองว่าไทยยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีข้อจำกัดเรื่องสิทธิเสรีภาพบางประการเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ ทำให้การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และกระบวนการยุติธรรมยังไม่ชัดเจน

เรทติ้ง “ทั่นผู้นำ-รัฐบาลทหาร”

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ถูกมองว่าเข้มงวดจนเกินไปแม้แต่เรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ ทำให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้จำกัด ซึ่งแต่ละพรรคต้องเสนอนโยบายให้เข้าถึงและถูกใจประชาชนให้มากที่สุด โดยพรรคพลังประชารัฐถือว่าได้เปรียบที่สุด เพราะชื่อพรรคที่เหมือนนโยบายรัฐบาลและกรอกหูประชาชนผ่านทุกสื่อทุกวันมานานเป็นปี แต่จะถูกใจประชาชนหรือไม่ หรือจะเหมือนรายการคืนวันศุกร์ของ “ทั่นผู้นำ” ที่เรทติ้งต่ำติดพื้นหรือไม่ ประชาชนจะให้คำตอบในวันเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับผลงานรัฐบาล คสช. ที่อ้างว่ากว่า 4 ปีมีมากมาย และจะแถลงผลงานปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 12 กันยายน 2560-12 กันยายน 2561 โดย พล.อ.ประยุทธ์จะแถลงด้วยตัวเองวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทั้งจะจัดทำเป็นรูปเล่มจำนวน 421 หน้า เสนอ สนช. และจัดทำเป็นฉบับย่อแจกจ่ายประชาชน เนื้อหาแบ่งเป็น 6 ด้านคือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ การต่างประเทศ และกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะปรับรูปแบบรายการคืนวันศุกร์ใหม่อีกครั้ง โดยจะใช้เวลาพูดเพียง 7 นาที จากนั้นนำจุดแข็งด้านต่างๆมานำเสนอผ่านวิดีทัศน์อีก 7 นาที เพื่อรายงานความคืบหน้าโครงการต่างๆที่รัฐบาลได้ทำ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่าย เนื้อหารายการจะกระชับและสั้นไม่เกิน 25 นาที ปัญหาคือ “ทั่นผู้นำ” ยอมรับหรือไม่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ดูรายการคืนวันศุกร์เพราะอะไร ซึ่ง “ทั่นผู้นำ” ก็เคยเปรยว่าท้อแท้ที่คนไม่ฟัง เช่นเดียวกับรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่ประชาชนปิดทีวีหนี

“มช.โพล” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำรวจความคิดเห็นจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดือนกันยายน 2561 ในรอบ 3 เดือนว่าดูรายการคืนความสุขของ คสช. มากน้อยเพียงใด พบว่าดูมากที่สุด (10-12 ครั้ง) ร้อยละ 0.9 มาก (7-9 ครั้ง) ร้อยละ 3.8 ปานกลาง (4-6 ครั้ง) ร้อยละ 9.9 น้อย (1-3 ครั้ง) ร้อยละ 33.4 และไม่เคยดูสักครั้ง ร้อยละ 51.7

สวนดุสิตโพลสำรวจเดือนพฤษภาคม 2561 ดูรายการคืนความสุขทุกวันศุกร์ พบว่า 72.7% ไม่ติดตาม/ติดตามน้อย มีเพียง 27.3% ที่ติดตาม ส่วนผลงานของรัฐบาลในรอบ 4 ปี พบว่า 70.6% เห็นว่าแย่/แย่มาก และ 29.4% เห็นว่าดี/ดีเยี่ยม

สู้ด้วยนโยบายและผลงาน

การแถลงผลงานรัฐบาล คสช. จะ 1 ปีหรือ 4 ปี จึงไม่ต่างกับรายการทุกคืนวันศุกร์ของ “ทั่นผู้นำ” และรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่มีคำถามว่าประชาชนจะฟังและเชื่อหรือไม่ ยิ่งเปรียบเทียบกับนโยบายของพรรคการเมืองหลายพรรคที่หาเสียงขณะนี้จะเห็นชัดเจนถึงความแตกต่างซึ่งประชาชนเข้าใจง่ายและจับต้องได้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล (25 มกราคม) ว่า ที่ผ่านมามีผลงานที่รัฐบาลทำออกมามากมาย ยิ่งปีสุดท้ายเป็นปีที่รัฐบาลพยายามเก็บงาน หลายเรื่องเหมือนกับการตัดชุดวิวาห์ ต้องใช้เวลาในการตัดเย็บ ดีไซน์ การชุน และสุดท้ายจะเห็นผลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนแต่งงาน

ผลงานรัฐบาล คสช. ที่บอกว่ามีมากมาย ก็มีคำถามว่าผลงานอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม หรือการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม รวมถึงนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐประกาศก็มีคำถามว่าทำไมกว่า 4 ปีรัฐบาล คสช. ไม่ทำ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาล คสช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดว่าล้มเหลวสิ้นเชิง

อย่างที่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ โพสต์ว่าเป็น “5 ปีแห่งความทุกข์ระทมของประชาชน และ 5 ปีแห่งความหายนะของชาติบ้านเมือง” และนายจาตุรนต์ ฉายแสง ถามประชาชนกับ 10 ปัญหาประเทศภายใต้รัฐบาล คสช. คือ 1.เศรษฐกิจเติบโตช้า 2.เกษตรกรยากจน/ประชาชนรายได้ตกต่ำ 3.หนี้ครัวเรือนเพิ่ม 4.รวยกระจุก จนกระจาย 5.ส่งออกต่ำ/ท่องเที่ยวลด 6.สังคมเหลื่อมล้ำ 7.ยาเสพติดเกลื่อนเมือง 8.คอร์รัปชันสูง 9.การศึกษาล้าหลัง และ 10.มลภาวะในเมืองใหญ่

ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบาย 5 พลังปลุกเศรษฐกิจให้คืนกลับมา หมดเวลารัฐบาลทหาร และเพิ่ม 3 ด้านแข็งแกร่งได้เวลาคนไทยกระเป๋าตุง ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ประกาศผลักดัน 6 ยุทธศาสตร์สู่ไทยยั่งยืน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจยกระดับความเป็นอยู่ ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตั้งกองทุนน้ำ-ประกันรายได้เกษตรกรและแรงงานขั้นต่ำ ข้าวไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 10,000 บาท และราคายางไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและหยุดยั้งการปฏิวัติรัฐประหาร โดยสิ่งแรกที่จะทำหากมีอำนาจคือ รื้อรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งฉบับ ล้มล้างผลพวงของการรัฐประหาร และปฏิรูปกองทัพ ศาล และองค์กรอิสระ โดยยืนยันว่าการเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องผิดและต้องทำด้วย

ไทยรักษาชาติชู “เทคซิโนมิกส์”

ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เปิดนโยบายพรรคว่า คือการหลอมรวมคนที่มีประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ เป็นเบ้าหลอมที่มีรากฐานมาจากพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต พรรคไทยรักไทยที่มีหัวใจคือ “ประชาชน” ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวทันโลกด้วยปรัชญา “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ประชาชนจะกลับมามีกำลังซื้อ เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ ผู้ประกอบการเข้มแข็ง ชุมชนปลอดภัยจากยาเสพติด คนไทยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ “เราทำได้ ทำมาแล้ว และจะขอทำต่อ” โดยจะใช้วิธีคิดแบบ “เทคซิโนมิกส์” (Techsynomics คือ Technology sync Economics) สร้างโอกาสใหม่ด้วยระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาต่อยอดเศรษฐกิจทั้งระดับบนและระดับล่าง เพื่อสร้างโอกาสและทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

สร้าง 5 โอกาสใหม่ให้กับคนตัวเล็กๆคือ 1.โอกาสใหม่ของภาคการเกษตร ให้ประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” ผ่านระบบ E-Commerce 2.โอกาสใหม่ของภาคแรงงาน ย้ายแรงงานจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาสู่ภาคบริการ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวให้สามารถขยายตัวได้ถึง 6 ล้านล้านบาทในปี 2571

3.โอกาสใหม่ของภาคบริการ 4.โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการรายย่อย และ 5.โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Startup) สร้าง Platform E-commerce แบบอาลีบาบาหรืออเมซอนที่เป็นของคนไทยเอง

ร.ท.ปรีชาพลมั่นใจว่าแนวคิดเทคซิโนมิกส์จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้กับคนไทยให้กลับมาอยู่ดีกินดีและมีความสุข พร้อมก้าวไปกับโลกที่เปลี่ยนแปลง และพร้อมจะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่เจ็บปวดและจมปลักอยู่ในวังวนแห่งความล้าหลัง

ไม่มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง มีแต่..ชงเอง กินเอง

นอกจากกติกาที่เอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัดแล้ว หลายฝ่ายยังกังวลว่าน่าจะเป็นการเลือกตั้งที่จะมีการโกงสารพัดรูปแบบอย่างมโหฬาร ทั่วโลกจึงจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมและเท่าเทียมหรือไม่ เพราะนักวิเคราะห์การเมืองและนักวิชาการทั้งไทยและเทศต่างก็มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแค่ “ประชาธิปไตยครึ่งเดียว” หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ระบอบเผด็จการครึ่งใบ” ซึ่งแน่นอนว่าความขัดแย้งความแตกแยกจะยังเป็นปัญหาต่อไป

ล่าสุด “กลุ่มรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทหารหยุดปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อปูทางสู่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่เสรีและเปิดกว้าง ทั้งแสดงความกังวล “ส.ว.ลากตั้ง” 250 คน และ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งผูกมัดรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งให้ต้องทำตาม หากไม่ทำตามก็มีโทษให้ถูกถอดออกจากตำแหน่งหรือจำคุก

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมจึงเป็นการชี้อนาคต “ประเทศกูมี” ว่าเป็น “ประชาธิปไตยไทยนิยม” ภายใต้ “ระบอบอำนาจนิยม” หรือจะเป็นประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

“ผู้นำ” จะมีความสง่างามหรือไม่ โดยเฉพาะบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีชื่อเหมือนกับโครงการประชานิยมของรัฐบาลคือ “โครงการประชารัฐ” เห็นชัดเจนอย่างเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดจนถึงการทำรัฐประหารขึ้นยึดอำนาจ สุดท้ายก็เป็นแค่ปาหี่การเมือง

วาทกรรมที่สร้างเอาไว้ สุดท้ายก็ไม่มี “การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” มีแต่.. “ชงเอง กินเอง”

ถึงเวลาแล้ว ..ฮีโร่คนเดิมพร้อมจะครองอำนาจต่อไป ..แอ็ค…ชั่น!!??


You must be logged in to post a comment Login

Казино левлучший портал для азартных игроков
Игровые автоматызахватывающая игра начинается сейчас
azino777испытай удачу прямо здесь
1win казинооткрой для себя мир азартных игр
Вулкан платинумавтоматы с высокой отдачей ждут тебя
Казино левгде выигрыши становятся реальностью
Игровые автоматыразвлекайся и выигрывай каждый день
азино три топоранаслаждайся адреналином от побед
Казино 1winкаждая игра — шаг к успеху
Вулкан россиятвой шанс на большой выигрыш
Казино левоснова азартного мастерства
Игровые автоматытоповые игры для каждого
Azino777только для настоящих ценителей риска
1win казинокайф от игры начинается здесь
Вулкан 24где каждый день приносит победы
Казино левновые высоты азартных эмоций
Игровые автоматыгде выигрыши реальны
азино три топорасамые горячие игры ждут
Казино 1winвыигрывайте с комфортом
Казино вулкан россияисследуй мир азартных автоматов
Казино левтвой источник азарта и выигрышей
Игровые автоматыискусство выигрыша ждет тебя
azino777почувствуй азарт и драйв
1win казиноидеальный выбор для азартных игр
Вулкан платинумиграй и побеждай с удовольствием
Казино левнаслаждайся азартом без границ
Игровые автоматылучшие призы ждут тебя
азино три топоратвоя игра начинается здесь
Казино 1winновые уровни азарта и удачи
Вулкан россияначни путь к победе прямо сейчас
Coco chat - Rejoignez nouvelles discussions enrichissantes sur Bed and Bamboo
Chatrandom - Discover exciting chats with new people on Bed and Bamboo
Chatrandom - Entdecke spannenUnterhaltungauf Bed and Bamboo
Chatrandom - Ontdek boeienchats op Bed and Bamboo
Coco chat - Partagez des moments uniques sur Hoodrich France
Chatrandom - Connect and chat on Hoodrich France
Chatrandom - Chatte mit der Hoodrich France Community
Chatrandom - Geniet van chats in Hoodrich France gemeenschap
Coco chat - Connectez-vous pour des échanges passionnants sur I’m Famous 51
Chatrandom - Meet and chat on I’m Famous 51
Chatrandom - Führe spannenGespräche auf I’m Famous 51
Chatrandom - Beleef gesprekkop I’m Famous 51
Coco chat - Discutez avec la communauté Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Explore vibrant conversations at Quincaillerie Outillage Thollot
Chatrandom - Tritt spannendChats bei Quincaillerie Outillage Thollot bei
Chatrandom - Ga mee in boeiengesprekkbij Quincaillerie Outillage Thollot
Coco chat - Rejoignez TurboSystem pour discuter
Chatrandom - Engage in exciting chats at TurboSystem
Chatrandom - Genieße spannenChats bei TurboSystem
Chatrandom - Beleef chatplezier bij TurboSystem