- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 1 month ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 1 month ago
- โลกธรรมPosted 1 month ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 1 month ago
- สลายความเกลียดชังPosted 1 month ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 1 month ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 1 month ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 1 month ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 2 months ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 2 months ago
กลับลำ180องศา

คอลัมน์ : โลกวันนี้มีประเด็น
(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 7 มี.ค. 62)
หลังพยายามจนได้ไฟเขียวจาก กกต.ให้นำ “บิ๊กตู่” ขึ้นโชว์ตัวบนเวทีปราศรัยได้ ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัครส.ส.ได้ จากที่หวังจะใช้เรียกคะแนนช่วงโค้งสุดท้ายต้องกลับลำ 180 องศา เพราะการเดินหาเสียง การขึ้นเวทีปราศรัยแบบต้องเป็นกลางทางการเมืองเนื่องจากมีตำแหน่งค้ำคออยู่นั้นเป็นเรื่องอยากยิ่งกว่าอุ้มช้างไปอาบน้ำ จะถูกรุมจับผิด รุมร้องเรียนเป็นคดีความให้ต้องตามแก้แบบได้ไม่คุ้มเสีย ทีมยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคพลังประชารัฐต้องกลับไปคิดมาใหม่ว่าจะหาวิธีให้ “บิ๊กตู่” ปรากฏตัวแบบเท่ๆ ไม่เสี่ยงผิดกฎหมายได้อย่างไร ช่วงที่ยังคิดไม่ออกลูกพรรคก็ต้องตัวใครตัวมันช่วยเหลือตัวเองกันไปก่อน
วันนี้ (7 มี.ค.) เวลาบ่ายแก่ๆ จะรู้ชะตาพรรคไทยรักษาชาติ พรรคการเมืองน้องใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกว่าจะยังมีลมหายใจทางการเมืองต่อไปหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบ
แน่นอนว่าการมีหรือไม่มีพรรคไทยรักษาชาติในสนามเลือกตั้งย่อมส่งผลทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่มากก็น้อย
ในมุมของการมีพรรคไทยรักษาชาติเป็นตัวเลือกให้ประชาชนในวันเลือกตั้ง 24 มีนาคมจะทำให้ยุทธการแตกแบงก์พันเดินหน้าต่อไปไม่สะดุด โดยจะเห็นผลเด่นชัดในเขตเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครส.ส. ซึ่งจะมีผลให้ยอดรวมของส.ส.ในพรรคการเมืองซีกเดียวมีจำนวนตามเป้าหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกับเป้าหมายที่หวังไว้
ต่างจากการไม่มีพรรคไทยรักษาชาติส.ส.เขตในพื้นที่เหล่านี้อาจตกไปเป็นของพรรคฝั่งตรงข้าม คะแนนที่จะนำไปคิดเป็นจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อก็จะตกไปเป็นของพรรคการเมืองอื่น ส่งผลให้จำนวนส.ส.โดยรวมของพรรคการเมืองฝ่ายเดียวลดจำนวนลง
ที่สำคัญการมีหรือไม่มีแกนนำอย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในสภา ก็จะส่งผลต่อการทำงานการเมืองในสภาด้วย
ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมาจึงมีความหมายต่อสถานการณ์การเมือง
ข้ามมาที่การเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ หลังพยายามผลักดันจนได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้นำ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งวางตัวให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมเดินหาเสียงได้ ขึ้นเวทีปราศรัยได้
แต่ต้องกลับลำ 180 องศา เพราะการเดินหาเสียง การขึ้นเวทีปราศรัย แบบเป็นกลางเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งกว่าอุ้มช้างไปอาบน้ำ
แม้แค่ไปเดินแจกยิ้มร่วมกับผู้สมัครส.ส.โดยไม่พูดอะไรก็ยังต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการร่วมเดินหาเสียงนั้นเป็นการแสดงความเป็นกลางทางการเมืองอย่างไร
ทีมยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคพลังประชารัฐคงต้องเอามือแขกกะโหลกตัวเองที่เดินหมากพลาดมาตั้งแต่ต้น ที่ไม่ให้ “บิ๊กตู่” สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
ถ้าให้ “บิ๊กตู่” สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเสียแต่แรกก็ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องนี้ เพราะสามารถร่วมหาเสียงได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวเรื่องเป็นคนนอกแต่มีอิทธิพลชี้นำพรรค แต่ก็ยังต้องตีความเรื่องความเป็นกลาง
ที่หวังไว้ว่าเมื่อได้ “บิ๊กตู่” มาขึ้นเวทีปราศรัย มาช่วยเดินหาเสียงจะช่วยเรียกคะแนนเพิ่มในช่วงโค้งสุดท้ายจึงผิดแผน เพราะหากมีอะไรผิดพลาดจะเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย
แน่นอนว่าเมื่อแม่ทัพใหญ่มานำทัพเองไม่ได้ ปล่อยให้หัวหมู่นายกองนำทัพกันต่อไปย่อมส่งผลต่อขวัญกำลังใจไพล่พลบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะพวกผู้สมัครโนเนมหน้าใหม่ทางการเมืองที่ต้องอาศัยกระแสเรียกคะแนนเสียง ต่างจากนักการเมืองเก่าที่เจนสนามรบ มีฐานคะแนนเป็นของตัวเอง
ต้องรอดูว่าพรรคพลังประชารัฐจะงัดแผนสำรองอะไรมาใช้หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย
You must be logged in to post a comment Login