- อย่าไปอินPosted 2 days ago
- ปีดับคนดังPosted 2 days ago
- เรื่องยังไม่จบPosted 3 days ago
- ต้องช่วยผู้หญิงขึ้นจากขุมนรกPosted 5 days ago
- คนดีสยบทุกอย่างได้Posted 5 days ago
- จัดการได้ก็ทำเถอะPosted 1 week ago
- ชวนทำบุญครั้งสุดท้ายPosted 1 week ago
- อย่าไปซ้ำเติมPosted 1 week ago
- คงมีโอกาสดีได้นะPosted 2 weeks ago
- ช่วยสร้างบรรยากาศชื่นมื่นPosted 2 weeks ago
ข้อคิดจากข่าวในแง่มุมอสังหาริมทรัพย์
คอลัมน์ :โลกอสังหาฯ
ผู้เขียน : ดร.โสภณ พรโชคชัย
(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 4 ม.ค. 65)
สวัสดีปีใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวที่เกี่ยวข้อง เข้าข่ายที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นข่าวชาวบ้านบ้าง หรือข่าวอื่นที่เกี่ยวข้องบ้าง มาดูกันในแง่มุมของอสังหาริมทรัพย์
สาวถูกแทงตายในคอนโดฯ
กรณีสาวถูกแทงตายในคอนโดฯ ดร.โสภณฟังธง จุดตายคือค่าส่วนกลาง ตึกอื่นเก็บ 800/ด จึงมี keycard มีกล้อง ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่ตึกนี้ ห้องนี้ถูกงัดมา 2 ครั้งแล้ว
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ขอแสดงความเสียใจกับญาติของสุภาพสตรีผู้เสียชีวิตจากการกระทำของผู้ร้ายที่เข้าไปในห้องชุดของเธอ แล้วแทงเธอเสียชีวิต กรณีนี้คงเป็นปัญหาการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งอาจเก็บค่าส่วนกลางไม่เพียงพอ ดร.โสภณ เคยเป็นที่ปรึกษาของสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงขอให้ข้อคิดเห็น
สุภาพสตรีท่านนี้เคย post ใน Facebook ว่าห้องที่เธออยู่เคยถูกงัดแงะมาแล้วถึง 2 ครั้ง ในอาคารก็มีกล้องวงจรปิดเพียงตัวเดียว แต่จากการสอบถามอาคารชุดอื่นที่อยู่ในโครงการเดียวกัน ปรากฏว่า บางอาคารมีการเก็บค่าส่วนกลางเดือนละ 700-800 บาท จึงทำให้สามารถติดตั้ง Key Card และปัญหาการงัดแงะคงไม่มีเพราะคงมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ ลดโอกาสการก่ออาชญากรรมลงได้ ดังนั้น การบริหารจัดการอาคารชุดและบ้านจัดสรรที่ดีโดยมีการจัดเก็บค่าส่วนกลางให้เหมาะสม จะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดทอนการเกิดอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลอกขายสินค้าแบรนด์เนมปลอม
เราต้องมีแนวคิดปฏิวัติ อย่าตกเป็นทาสสินค้าแบรนด์เนม ทั้งนี้เห็นจากกรณีการซื้อขายกระเป๋ามีแบรนด์เนมปลอมบ้างจริงบ้างที่นิยมในขณะนี้และมีการปลอมกันมากมาย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ผู้ประเมินค่า “แบรนด์” ขอให้ข้อคิดเกี่ยวกับการมีแนวคิดปฏิวัติ ไม่ตกเป็นทาสสินค้าแบรนด์เนม
ดร.โสภณ เห็นว่าเราควรมีแนวคิดปฏิวัติ อย่าตกเป็นทาสสินค้าแบรนด์เนม ผู้คนมากมมายชอบใช้สินค้าที่มีแบรนด์เนม เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ก็เพียงเพื่อยกตัวเองให้เหนือผู้อื่น นี่เป็นแนวคิดน้ำเน่าแบบเก่าๆ แบบศักดินาที่มุ่งเหยียดบุคคลอื่น ยิ่งพวกที่มุ่งอวดร่ำอวดรวย พวกนี้รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองในการหาวัตถุมาประดับ บ้างก็ต้องไปกู้ ไปเช่า ไปยืมคนอื่นมาเพื่อให้ตนดูดี คนรวยจริงมักไม่อวด
เราพึงมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าพวกเขาไม่มีอะไรดีที่จะอวด จึงต้องพึ่งวัตถุภายนอกมาอวด พวกนี้น่าสงสาร เราต้องไม่เป็นทาสของสินค้าแบรนด์เนม เราต้องเก็บหอมรอมริบจนรวยแล้วค่อยเสพสุข เราต้องภูมิใจในความประหยัด มัธยัสต์ และผลของการสะสม เราต้องภูมิใจในความกตัญญูรู้คุณ เราต้องภูมิใจในความรู้ ไม่ใช่เปลือกนอกที่ไม่ยั่งยืนและรังแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเราเอง ส่วนใครรวยจริง มีฐานะจริง เราก็พึงอนุโมทนา และตระหนักว่าสักวันเราก็จะมีเมื่อเราประหยัดและรู้จักลงทุน
รัฐบาลกระตุ้นอสังหาฯ ส่งเดช
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลก็ให้ “ของขวัญปีใหม่” โดยหวังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 และเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องที่สุดในประเทศไทย ขอฟังธงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีและค่าธรรมเนียมโอน จะไม่ได้ผลอะไรเลย
อย่างปี 2562 จากฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประมาณ 110,000 หน่วย แต่พอมีมาตรการทำนองเดียวกันนี้ในต้นปี 2563 ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผลในการกระตุ้นใดๆ เพราะมีโครงการเปิดตัวใหม่เพียง 73,000 หน่วย มาในปี 2564 ก็มีมาตรการเช่นนี้อีกแล้ว กลับปรากฏว่าปี 2564 ทั้งปีน่าจะมีโครงการเปิดใหม่เพียง 60,000 หน่วย เท่ากับลดลงไปอีก แต่เชื่อว่าในปี 2565 การเปิดตัวโครงการใหม่น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 หน่วย แต่ไม่ใช่เพราะมาตรการกระตุ้น แต่น่าจะเป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า
การซื้ออสังหาริมทรัพย์จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ มาตรการของทางราชการนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ใดๆ เพียงแต่ช่วยกระตุ้นการขายของผู้ประกอบการเท่านั้นและยังเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมในสังคม เพราะช่วยแต่บ้านมือหนึ่ง ไม่ได้ช่วยประชาชนกันเองในการซื้อบ้านมือสอง ถือเป็นการเอื้อนายทุน ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนเจ้าของประเทศโดยตรง ดร.โสภณ จึงขอท้าพวกที่ปรึกษาราชการที่ออกมาตรการนี้ว่าทำไปก็ไม่ได้ผล ให้เลิกและคิดใหม่เสีย แน่จริงมาถกกับ ดร.โสภณ ถ้า ดร.โสภณ แพ้ยินดีกราบเท้า แต่ถ้า ดร.โสภณชนะ ไม่ต้องมากราบ ขอแค่คิดใหม่ทำใหม่ให้ดีกว่านี้
ทั้งหมดนี้คือข้อคิดจากข่าวส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีสุขสวัสดิ์ ขอให้ประเทศชาติ ประชาชน และประชาธิปไตยจงเจริญ
You must be logged in to post a comment Login