- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 1 month ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 1 month ago
- โลกธรรมPosted 1 month ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 1 month ago
- สลายความเกลียดชังPosted 1 month ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 1 month ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 1 month ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 1 month ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 1 month ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 2 months ago
นายจ้างที่ลูกจ้างไม่ต้องเอาใจ

คอลัมน์ :โลกอสังหาฯ
ผู้เขียน : ดร.โสภณ พรโชคชัย
(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 8 พ.ย. 65)
ปกติผู้เป็นลูกจ้างมักจะเอาใจผู้เป็นนายจ้างไม่มากก็น้อย จะได้เป็นที่เอ็นดูและไม่เป็นปัญหาในการทำงาน แต่สำหรับบริษัทของผม รูปการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น!
ในช่วงปลายปี 2565 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินของผมมีงานค่อนข้างมาก ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นพนักงานของผมต่างมีงานยุ่งมากมาย พอดีมีงานหนึ่งซึ่งต้องไปประเมินค่าถึงเมืองพะโคหรือหงสาวดีของประเทศเมียนมาร์ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครอาสาไปเลยทั้งที่เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปต่างประเทศ และผมจะเป็นผู้นำพาไปด้วย
ผมบอกรองกรรมการผู้จัดการของผมให้ไปหาผู้อาสาไปประเมินที่ประเทศเมียนมาร์นี้ แต่ก็ไม่มีใครอาสาไปเลย ให้ผู้อำนวยการแต่ละฝ่ายไปช่วยระบุคนที่พอปลีกตัวไปได้ ก็ยังหาคนไปกับผมไม่ได้ ผมบอกถ้าหาผู้อาสาไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องจับฉลากไปกัน แต่สุดท้ายบรรดาผู้บริหารก็ได้ระบุผู้ประเมินค่าทรัพย์สินหนุ่มคนหนึ่งว่าจะให้ไปกับผม
วันที่คุยกันคือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 หนุ่มคนนั้นบอกว่าไปได้ แต่พอดีพาสปอร์ตหมดอายุ จะขอไปต่อพาสปอร์ตในวันหยุดคือวันที่ 6 พฤศจิกายน แต่เราต้องเดินทางในวันที่ 7 พฤศจิกายนแล้ว แล้วจะไปซื้อตั๋วเครื่องบินทันได้อย่างไร รองกรรมการผู้จัดการบริษัทจึงแนะนำให้เขาลางานไปต่อพาสปอร์ตในวันที่ 2 พฤศจิกายนเลย ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันก็เสร็จแล้ว จะได้กลับมาซื้อตั๋วเครื่องบินได้ทันการณ์ สุดท้ายหนุ่มคนดังกล่าวจึงบอกตามตรงว่าไม่อยากไปจริงๆ เพราะยังมีงานคั่งค้างอยู่
เรื่องนี้มองได้หลายมุม ถ้าเรามองด้วยความเข้าใจและเห็นใจ การที่หนุ่มคนดังกล่าว “โกหก” เพราะไม่อยากบอกผมตรงๆ แสดงถึงความเกรงใจ เห็นแก่หน้าผม จะปฏิเสธก็ใช่ที่ ช่วงนี้มีงานเข้ามามากเขาก็ต้องพยายามบาลานซ์ เพิ่มเวลาทำงาน (เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม) และขณะเดียวกันก็จัดเวลาส่วนตัวให้กับครอบครัวและคนที่ตนรักด้วย
ในแง่หนึ่งการที่จะได้ไปต่างประเทศร่วมกับผม นอกจากได้เบี้ยเลี้ยงและเบิกค่าใช้จ่ายพิเศษได้แล้วก็ยังแทบไม่ได้ใช้เงินอะไรเลยเพราะผมคงเป็นคนเลี้ยงหรือออกให้จ่ายให้เอง ที่สำคัญการได้มีโอกาสทำงานกับผมในฐานะเบอร์หนึ่งของที่ทำงาน ผู้เป็นนายจ้าง ก็น่าจะเป็นโอกาสดีของผู้เป็นลูกจ้าง อย่างไรก็ตามเราก็พึงเข้าใจลูกจ้างบ้างว่า ลูกจ้างก็ตระหนักดีว่าการอยู่ใกล้นายจ้าง (เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์) มากไปก็อาจจะร้อนเกินทน แต่ถ้าห่างมากเกินไปนักก็อาจหนาวเหน็บ
ในอีกด้านหนึ่งสิ่งหนึ่งที่พอเห็นได้ในบริษัทของผมก็คือ ลูกจ้างไม่ต้องเอาใจนายจ้าง ไม่มีใครได้ดีเพราะการทำงานด้วย “ลิ้น” ใครทำงานดี ใครทำงานมาก ก็ได้ผลตอบแทนมาก โดยเรามี KPI เป็นตัววัดการทำงาน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ก็มี JD ตามมาตรฐาน ISO 9001 ที่ชัดเจนอยู่แล้ว เรามี Career Path จากผู้ปฏิบัติงานระดับวิสามัญ สามัญ จนถึงขั้นวุฒิ เป็นต้น อย่างไรก็ตามสุดท้าย ก็มีผู้ประเมินอื่นอาสาไปประเมินค่าทรัพย์สินที่ประเทศเมียนมาร์ร่วมกับผม
ในเรื่องนี้ผมดีใจที่เรามีเพื่อนร่วมงาน (พนักงาน) ที่อยู่กันอย่างเท่าเทียม ไม่ต้องถูกบีบบังคับตามสถานะลูกจ้างนายจ้าง เราทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี
You must be logged in to post a comment Login