- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 1 month ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 1 month ago
- โลกธรรมPosted 1 month ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 1 month ago
- สลายความเกลียดชังPosted 1 month ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 1 month ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 1 month ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 1 month ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 2 months ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 2 months ago
เตรียมตัวตาย

คอลัมน์ : สันติธรรม
ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน
(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 10 มี.ค. 66 )
ความตายเป็นความจริงที่มนุษย์ไม่อาจหนีพ้นเพราะพระเจ้าผู้สร้างมนุษย์ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าให้มาเกิดบนโลกใบนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดเลือกเกิดได้ เช่นเดียวกับความตายที่มนุษย์ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อใด ตายที่ไหนและตายอย่างไร เพราะชีวิตเป็นของพระเจ้าผู้ตั้งนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ทุกคนไว้ก่อนที่มนุษย์จะเกิดเสียด้วยซ้ำ
ในตอนเป็นเด็ก ครูสอนศาสนาของผมเป็นโรคปอด หมอวัยกลางคนบอกว่าครูวัยชราของผมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหกเดือน หลังจากนั้นไม่นาน ผมทราบข่าวว่าหมอผู้นั้นเสียชีวิตก่อนครูของผมประมาณสองปี มุสลิมผู้สูงวัยหลายคนไปทำฮัจญ์และอยากตายที่เมืองมักก๊ะฮฺ แต่ก็ไม่ได้ตายสมปรารถนา ในขณะที่บางคนยังหนุ่มแน่นแข็งแรง แต่กลับไปตายที่นั่น
ดังนั้น ไหนๆทุกคนจะต้องตาย คนไทยจึงอยากตายดีๆ คืออย่างน้อยที่สุดขอตายแบบไม่ทรมานหรือตายโดยที่ศพยังสวย และคนไทยยังมีคำที่ใช้เรียกความตายในลักษณะต่างๆ เช่น “ตายโหง” คือตายในลักษณะที่ไม่ดี เช่น ประสบอุบัติเหตุ หรือ “ตายห่า” คือ ตายคราวละมากๆ เช่น ตายจากโรคระบาด “ตายทั้งกลม” หมายถึงตายทั้งแม่และลูกทิ่อยู่ในครรภ์ “ตายทั้งเป็น” หมายถึงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน
ความตายคือการที่วิญญาณถูกแยกออกจากร่างมนุษย์และความตายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าสั่งให้ทูตสวรรค์(มลาอิก๊ะฮฺ)ผู้ทำหน้าที่เป็นมรณทูตมาเอาวิญญาณของคนผู้นั้นไป ถ้ามรณทูตยังไม่มาเอาวิญญาณของผู้ใดไป คนผู้นั้นก็ยังไม่ตาย แต่ถ้ามรณทูตจะเอาวิญญาณของใคร ต่อให้หมอเก่งเพียงใดก็ไม่สามารถยื้อวิญญาณไว้ได้แม้แต่วินาทีเดียว
แม้พระเจ้าไม่ให้ความรู้แก่นบีคนใดว่าวิญญาณถูกสร้างมาจากอะไร แต่นบีมุฮัมมัดได้รับความรู้จากพระเจ้าว่าวิญญาณของคนทำดีมีศรัทธาในพระเจ้าออกจากร่างเหมือนกับน้ำที่ไหลออกจากพวยกาและมีทูตสวรรค์นำผ้าขาวที่มีกลิ่นหอมมารับไป ส่วนวิญญาณของคนชั่วช้าบาปหนาจะออกจากร่างเหมือนกับไม้ย่างเนื้อที่กรังไปด้วยเศษเนื้อแห้งถูกดึงออกมาจากสำลีและมีทูตสวรรค์นำผ้าสีดำที่มีกลิ่นเหม็นมารับไป
เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ร่างกายก็หมดความรู้สึก ร่างของคนตายจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดไม่ว่าจะถูกทุบตีอย่างไรก็ตาม แต่วิญญาณของมนุษย์ในฐานะจอมบงการอวัยวะภายนอกของมนุษย์ต่างหากที่จะไปรับความเจ็บปวดหรือความสุขในโลกหลังความตาย
ด้วยเหตุนี้ นบีมุฮัมมัดจึงเตือนสาวกของท่านว่า “อย่าพูดจาล่วงเกินผู้ตาย เพราะพวกเขาได้รับผลจากสิ่งที่พวกเขาได้ทำไปแล้ว”

วิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออาณาจักรทางวัตถุและขอบเขตวิทยาศาสตร์ ความรู้เรื่องวิญญาณจึงต้องหาจากคำสอนทางศาสนาที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น และเนื่องจากความตายเป็นวาระที่ต้องมาถึงมนุษย์ทุกคน ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงสอนวิธีการเตรียมพร้อมไปสู่วาระนั้น
มีคำสอนของนบีมุฮัมมัดหลายตอนที่พูดถึงความตาย เช่น “ของขวัญสำหรับผู้ศรัทธาคือความตาย” เพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้าจะได้รับสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทน แต่การจะได้รับของขวัญ ผู้ศรัทธาต้องผ่านความตายเสียก่อน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ศรัทธาในพระเจ้าจึงไม่หวั่นกลัวความตาย
การตายที่มีเกียรติที่สุดในอิสลามคือการพลีชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องความศรัทธาและคำสอนของศาสนาไว้ แม้การตายอย่างมีเกียรติเช่นนี้จะมีขึ้นในสนามรบ แต่นบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า “เมื่อความตายมาถึงผู้แสวงหาความรู้ในขณะที่เขากำลังแสวงหาความรู้อยู่ เขาผู้นั้นก็ตายเหมือนกับผู้พลีชีพเพื่อปกป้องความศรัทธาและศาสนา”
นบีมุฮัมมัดกล่าวเตือนว่า “จงนึกถึงตัวทำลายความสุข(นั่นคือความตาย)อยู่เสมอๆ”
และท่านยังกล่าวอีกว่า “คนที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่นึกถึงความตายมากที่สุด และคนที่รอบคอบที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เตรียมตัวไว้อย่างดีที่สุดสำหรับมัน”
You must be logged in to post a comment Login